คลังเก็บหมวดหมู่: BLOG

เหตุผลที่วันที่ 16 ของทุกเดือนเป็น “วันโทโร่” หน้าซูชิยอดนิยม

เหตุผลที่วันที่ 16 ของทุกเดือนเป็น “วันโทโร่” หน้าซูชิยอดนิยม

คนญี่ปุ่นมักมีวันสำคัญแปลกๆ ที่ได้รับการบัญญัติอย่างเป็นทางการจากสมาคมวันที่ระลึกแห่งประเทศญี่ปุ่น เช่น วันแห่งแกงกระหรี่ (Curry No Hi) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 มกราคมของทุกปี วันแห่งชาเขียว (Matcha No Hi) ซึ่งตรงกับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี และวันแห่งนม (Milk No Hi) ซึ่งตรงกับวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี เป็นต้น นอกจากวันเหล่านี้แล้วก็ยังมีวันโทโร่ ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ของทุกเดือน มารู้จักวันโทโร่และความเป็นมาของเนื้อปลาดิบมากุโระส่วนโทโร่กันนะคะ

ทำไมวันที่ 16  ของทุกเดือนถึงเป็นวันโทโร่?

เหตุผลวันที่ 16 ของทุกเดือนในญี่ปุ่นเป็นวันโทโร่ ไม่ใช่วันหวยออกนั้นเป็นเพราะว่า วันนี้เป็นวันที่ถูกตั้งขึ้นโดยบริษัท Kappa Create Co., Ltd., ซึ่งทำธุรกิจ Kappa Sushi โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ลูกค้ามีความสุขและอร่อยกับเนื้อปลามากุโระส่วนโทโร่ ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อปลาที่คนญี่ปุ่นนิยม โดยวันนี้มาจากตัวเลข 16 ที่มี 10 คือ โท (T0) และเลข 6 คือ โระคุ (Roko) เมื่อรวมเอาเฉพาะคำหน้า คือ โทโระหรือโทโร่ ซึ่งพ้องเสียงกับเนื้อส่วนโทโร่ของปลามากุโระ

รู้จักเนื้อส่วนต่างๆ ของปลามากุโระ

โดยทั่วไปปลามากุโระที่คนญี่ปุ่นนำมารับประทานเป็นปลาดิบนั้นได้มาจากปลาทูน่าครีบน้ำเงิน (Blue Fin หรือ Hon Maguro) โดยเนื้อปลาที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานเป็นซูชิมี 3 ส่วน ดังนี้คือ

・เนื้อแดงหรือาคามิ (Akami, 赤身) เป็นเนื้อที่อยู่บริเวณส่วนกลางด้านข้างของตัวปลา มีสีแดงสด มีเนื้อสัมผัสแน่น มีแคลอรี่ต่ำแต่มีโปรตีนสูงจึงดีต่อสุขภาพ อีกทั้งยังรับประทานได้ง่ายและไม่มีมันติดในปากหลังรับประทานเสร็จ

・ชูโทโร่ (Chutoro, 中トロ) เป็นเนื้อติดมันปานกลาง อยู่บริเวณส่วนท้องและส่วนหลังของตัวปลา ชูโทโร่เป็นเนื้อปลาที่มีไขมันแทรกในปริมาณที่พอเหมาะ เมื่อรับประทานเข้าไปไขมันในปลาจะละลายในปากและมีความหวานนุ่ม เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่น โดยชูโทโร่มักมีราคาแพงกว่าเนื้อแดงอาคามิ

・โอโทโร่  (Otoro, 大トロ) เป็นเนื้อมันส่วนท้องซึ่งเป็นเนื้อปลาทูน่าส่วนที่ติดมันเยอะที่สุด โอโทโร่มีรสสัมผัสเนียนนุ่ม เมื่อรับประทานเข้าไปให้ความรู้สึกราวกับว่าเนื้อนั้นละลายในปากและมีรสชาติที่หวานละมุน ในญี่ปุ่นโอโทโร่เป็นเนื้อส่วนที่มีราคาแพงมากที่สุดและมักถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในซูชิสุดหรู

ความเป็นมาของการรับประทานเนื้อปลามากุโระส่วนโทโร่

ในสมัยเฮอัน (ค.ศ. 794-1185) ปลาทูน่าหรือมากุโระถูกเรียกว่า Shibinouo (しびのうお)  ซึ่งคำว่า Shibi (しび) พ้องเสียงกับ 死日 ซึ่งแปลว่าวันตายอันเป็นความหมายที่ไม่เป็นมงคล ทำให้ซามูไรและคนสามัญในยุคนั้นไม่กินปลาชนิดนี้ ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) คนญี่ปุ่นสามัญชนเริ่มรับประทานปลามากุโระเพราะถูกนำไปทำซูชิราคาถูก แต่ในสมัยนั้นยังกินเนื้อปลาส่วนที่เป็นเนื้อแดงเท่านั้น และทิ้งส่วนที่ติดมันไปเพราะว่าส่วนที่ติดมันมักเน่าเสียได้ง่าย

 

จนเข้าสู่สมัยเมจิ (ค.ศ. 1868-1912) ซึ่งเป็นช่วงเวลาอาหารมันๆ จากชาติตะวันตกเข้ามาในญี่ปุ่นมากขึ้น คนญี่ปุ่นก็หันมารับประทานส่วนที่เป็นมันของปลาทูน่าหรือส่วนโทโร่มากขึ้น และปัจจุบันนี้เนื้อปลามากุโระส่วนโทโร่ก็ได้กลายเป็นอาหารหรูที่ปรากฏในเมนูซาชิมิและซูชิให้คนเลือกรับประทาน

สล็อตเว็บตรง

โดยสรุปคือวันโทโร่ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ของทุกเดือนนั้นมาจากไอเดียทางการตลาดเพื่อให้ลูกค้าได้มีความสุขและอร่อยกับเนื้อปลาส่วนโทโร่และก็เพิ่มยอดขายให้แก่เจ้าของกิจการซูชินั่นเองค่ะ

อาหารที่คนญี่ปุ่นแนะนำว่าควรให้ลูกทานบ่อยๆ เพื่อให้สมองดี

อาหารที่คนญี่ปุ่นแนะนำว่าควรให้ลูกทานบ่อยๆ เพื่อให้สมองดี

พ่อแม่ทุกคนต่างคาดหวังว่าลูกจะต้องเติบโตเป็นเด็กที่มีสมองดีเรียนหนังสือเก่ง ดังนั้นจึงหมั่นหาอาหารที่ดีต่อสมองให้ลูกทานตั้งแต่เริ่มทานอาหารได้  มาดูอาหารที่คนญี่ปุ่นแนะนำว่าควรให้ลูกทานบ่อยๆ เพื่อเสริมสร้างสมองที่ดีให้แก่ลูกกันนะคะ

สารอาหารและตัวอย่างอาหารที่ช่วยเสริมสร้างสมองที่ดีให้แก่ลูก

จากการศึกษาพบว่าประสาทสมองของเด็กจะสร้างได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกอายุครบ 6 ขวบ โดยส่วนประกอบที่สำคัญของสมองคือ ไขมันและโปรตีน สารอาหารและตัวอย่างอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาของสมองเด็กมีดังนี้คือ

DHA

DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายใช้เพื่อสร้างเซลล์ประสาทและช่วยเสริมการทำงานของสมองในด้านความจำและการมีสมาธิ

อาหารที่อุดมไปด้วย DHA คือ ปลาทู ปลาซาร์ดีน ปลาซาบะ ปลาแซลมอน ปลาซันมะ ปลาแมคเคอเรล เมล็ดแฟลกซ์ ถั่วเหลือง และถั่ววอลนัท เป็นต้น

แคลเซียม

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับกลไกการสร้างสารสื่อประสาท ทำให้การทำงานของสมองดีและทำให้ความจำดี

อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมได้แก่ นม ชีส โยเกิร์ต ปลาเล็กปลาน้อย เห็ดหอม และนมถั่วเหลือง เป็นต้น

โปรตีน

นอกจากโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายแล้ว โปรตีนที่ถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนในร่างกายจะถูกนำไปใช้ในการเจริญเติบโตของสมองด้วย

อาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนคือ เนื้อสัตว์ ปลา และถั่วเหลือง เป็นต้น

เลซิติน (Lecithin)

เลซิตินเป็นสารจำเป็นในการสร้างโคลีน (Choline) ซึ่งใช้ในการสร้างสารสื่อประสาทอะซีทิลโคลีน (Acetylcholine) สารนี้จะช่วยส่งข้อมูลระหว่างเซลล์สมอง และระหว่างสมองกับการสั่งงานไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีการเรียนรู้และความจำที่ดี

อาหารที่อุดมไปด้วยเลซิติน ได้แก่ ไข่ไก่ ถั่วลิสง ตับ เนื้อวัว เมล็ดฟักทอง และกะหล่ำปลี เป็นต้น

กลูตาไธโอน (Glutathione)

กลูตาไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกาย สารนี้จะช่วยป้องกันและปกป้องไม่ให้เนื้อเยื่อสมองโดนทำลายจากสารอนุมูลอิสระ ทำให้สมองมีการทำงานที่ดี

 

อาหารที่อุดมไปด้วยกลูตาไธโอน เช่น ผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นม โยเกิร์ตและชีส หน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด และถั่ววอลนัท เป็นต้น

สารอาหารอื่นๆ ที่ดีต่อสมอง

กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวได้แก่ กรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันโอเมก้า 6 กรดโฟลิก วิตามินอี และวิตามินบี 6 จากถั่วต่างๆ เช่น ถั่วอัลมอนด์และถั่วลิสง ก็มีประโยชน์ในการส่งเสริมการทำงานของสมองด้วย

หากต้องการให้ลูกมีสมองดีก็ต้องให้ลูกทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สมดุลกันตั้งแต่เล็ก โดยควรเน้นให้ลูกทานอาหารให้ครบห้าหมู่และมีสารอาหารดังกล่าวข้างต้น นอกจากอาหารแล้ว การให้ลูกนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ออกกำลังกาย และเล่นดนตรี ก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองของลูกน้อยให้ดีด้วยค่ะ      สล็อตเว็บตรง

“เอโดะมาเอะซูชิ” เป็นอย่างไรหนอ?

“เอโดะมาเอะซูชิ” เป็นอย่างไรหนอ? พูดถึงซูชิอันเป็นต้นกำเนิดของ “นิกิริซูชิ” ในยุคปัจจุบัน

หากใครเป็นคนชอบอ่านการ์ตูนเกี่ยวกับอาหาร ย่อมต้องเคยอ่านการ์ตูนเกี่ยวกับชีวิตคนทำซูชิกันบ้าง มีการ์ตูนเกี่ยวกับชีวิตคนทำซูชิอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเนื้อหาค่อนข้างจริงจังแบบผู้ใหญ่คือเรื่อง “เอโดะมาเอะ โนะ ชุน” 江戸前の旬 ที่พูดถึงชีวิตของพระเอกที่ชื่อ ยานางิบะ ชุน ผู้รับสืบทอดร้านซูชิของทางบ้านที่กินซ่า โตเกียว เรื่องนี้ที่ญี่ปุ่นมีการเอาไปดัดแปลงทำเป็นละครทีวีด้วยนะครับ ในไทยก็มีตีพิมพ์ในชื่อ “ไอ้หนุ่มซูชิ” อ่านเรื่องนี้แล้วติดใจคำว่า “ซูซิเอโดะ” ก็เลยอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร เราลองตามไปดูกันนะครับ

 

ซูชิเอโดะ เป็นอย่างไร?

ก่อนอื่นเรามาตั้งต้นกันที่ว่า ซูชิเอโดะ หรือจริงๆ เรียกว่า “เอโดะมาเอะซูชิ” (江戸前寿司) นั้น เป็นต้นแบบของ “นิกิริซูชิ” ในยุคปัจจุบัน พูดอีกอย่างคือ “นิกิริซูชิ” นั่นแหละเกิดที่เอโดะ และนิกิริซูชิได้กลายเป็นภาพจำของคำว่า “ซูชิ” ในระดับโลก ไม่ได้พูดเล่นนะครับ ฝรั่งก็รู้จักซูชิ คนไทยก็รู้จักซูชิ คนไทยเราเจอซูชิตั้งแต่ห้าบาทตามตลาดนัดยันซูชิในภัตตาคารคำละเกินร้อย ญี่ปุ่นก็มีซูชิตั้งแต่ซูชิหมุนร้อยเยนไปถึงซูชิร้านหรูที่ต้องจองคิวก่อนกิน แต่ทั้งหมดที่ว่ามาภาพที่นึกก็มักเป็น “นิกิริซูชิ” ที่ปั้นข้าวเป็นคำๆ ก่อนอย่างอื่นเสมอ ถึงจะมีอย่างอื่น เช่น ข้าวห่อสาหร่าย ข้าวกด (โอชิซูชิ) ภาพจำก็ยังไม่เด่นเท่า ซึ่งอย่างที่ได้กล่าวไว้ เขาว่ากันว่านิกิริซูชิเนี่ย เกิดขึ้นที่แถวย่านสุมิดะในยุคเอโดะนี่แหละ

ว่ากันว่า ผู้คิดค้น “นิกิริซูชิ” คือบุคคลที่ชื่อ ฮานายะ โยเฮย์ (華屋与兵衛) เมื่อราวสองร้อยปีก่อน แน่นอน ยุคเอโดะย่อมไม่มีตู้เย็น ก็เลยมีการถนอมอาหารโดยเอาปลากับข้าวผสมน้ำส้มอัดลงกล่อง เรียกว่า “ซูชิกล่อง” (ฮาโกะซูชิ 箱寿司) แต่นายโยเฮย์คิดพลิกแพลงเอาข้าวกับปลามาปั้นเข้าด้วยกันแล้วใส่วาซาบิ เกิดเป็น “นิกิริซูชิ” (握り寿司) แล้วคนก็นิยมกันขึ้นมา ซึ่งนิกิริซูชิยุคนั้นชิ้นใหญ่กว่ายุคปัจจุบันสองถึงสามเท่า (ไม่ใช่ชิ้นพอดีคำอย่างสมัยนี้) ส่วนชื่อว่า “เอโดะมาเอะ” (江戸前) เป็นคำที่คนแต่ก่อนยุคนั้นใช้เรียก “อ่าวโตเกียว” ในปัจจุบัน เพราะคนเอโดะก็ต้องจับปลาที่ทะเลหน้าเมืองเอโดะนั่นแล เขาก็เลยเรียกชื่อนี้เพื่อแยกให้ชัดออกจากซูชิอย่างคันไซ

เอโดะมาเอะซูชิอย่างดั้งเดิมมีจุดเด่นที่ต่างจากนิกิริซูชิสมัยใหม่อยู่สองอย่าง หนึ่งคือใช้ “น้ำส้มสายชูแดง” (赤酢) ที่ทำจากกากเหล้าแทนน้ำส้มสายชูที่ทำจากข้าว เขาว่ามันกลิ่นรสเข้มข้นดีกว่า สองคือมีการปรุงให้เครื่องที่แปะบนหน้าข้าว (ของสด) มีรสอร่อยยิ่งขึ้น (ไม่ใช่แค่แล่ชิ้นปลาดิบแล้วโปะลงข้าวไปเลยอย่างปัจจุบัน) เช่นปลาไหลต้ม ปลามากุโระแช่โชยุ ปลาฮิราเมะเนื้อขาวกระชับรสด้วยคอมบุ หรือปลาที่มันมากก็เอาไปจี่ (อะบุริ) การปรุงรสตรงนี้ก็ต้องให้เข้ากับรสของข้าวใส่น้ำส้มแดงด้วย

แล้ว “เอโดมาเอะซูชิ” กับ “ซูชิคันไซ” ต่างกันอย่างไร? ซูชิคันไซนั้น หนึ่ง มีซูซิกล่อง (ฮาโกะซูชิ 箱寿司) ซึ่งใช้น้ำส้มสายชูที่ทำจากข้าว ซูชิกล่องเป็นของที่มีมาก่อนที่จะมีนิกิริซูชิแล้ว และมักใช้ปลาราคาถูกจำพวกปลาซัมมะ ปลาซาบะ ซึ่งพอตอนหลังก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นซูชิรูปทรงอื่นๆ เช่น ซูซิแท่ง (โบซูชิ 棒寿司) พวกข้าวห่อสาหร่าย (มากิซูชิ 巻き寿司) ซึ่งซูชิเหล่านี้ก็นับเป็นซูชิคันไซเช่นกัน การพัฒนาอาหารในรูปทรงนี้สัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภค คือเขาเอาไว้กินตอนพักจากการชมละครหรือเต้นระบำ หรือเวลาออกไปปิคนิค

 

 

ส่วนเอโดะมาเอะซูชินั้นทำเอาไว้สำหรับขายที่แผงลอย คือทำเอาไว้ให้คนซื้อแล้วหยิบเอาใส่ปากแล้วกินมันตรงนั้นเลย (ไม่ใช่ซื้อมาแล้วพกเอาไปกินที่อื่นอย่างซูชิคันไซ)

ส่วนเครื่องบนข้าวนั้น ทั้งเอโดะมะเอะซูชิกับซูชิคันไซก็นิยมใช้ต่างกัน เอโดะมะเอะซูชิสมัยนั้นก็ใช้ปลาที่จับได้แถว “อ่าวโตเกียว” ไม่ครับ สมัยนั้นต้องเรียกว่า “เอโดะมาเอะ” หลักๆ คือปลามากุโระและปลาไหล (อะนาโกะ) ส่วนซูชิคันไซนั้น ถ้าอย่างดีก็คือใช้ปลาที่จับได้ในทะเลเซโตะ จะเป็นปลาเนื้อขาวจำพวกปลาไท ปลาฮิราเมะ เป็นต้น

ฉะนั้นถ้าเรามองดูซูชิที่ขายตามร้านอาหารญี่ปุ่นในปัจจุบัน เราอาจสรุปได้ว่าซูชิสมัยใหม่นั้นก็เหมือนเอาเอโดะมาเอะซูชิกับซูชิคันไซ (จำพวกข้าวห่อสาหร่าย) มารวมกัน แล้วก็มีการคัดแปลง คลี่คลายไปตามยุคสมัย คือตามการตลาด เทคโนโลยีและรสนิยม (เช่นใช้ปลาดิบปลาสดตามความเจริญของการมีห้องเย็น ทำให้คนกิน “ปลาสด” ได้ นอกไปจากปลาดองน้ำส้ม ปลาแช่โชยุ ปลาจี่ ฯลฯ การใช้วัตถุดิบแปลกๆ ครีเอทเมนูแปลกๆ เอาใจฝรั่ง เช่นแคลิฟอร์เนียมากิใส่อาโวคาโด ซูชิเบิร์นไฟ ฯลฯ) แต่ถ้ามองไปถึงรากเหง้าผู้เขียนก็เชื่อว่ารากเหง้าของซูชิยุคปัจจุบันก็มีที่มาเช่นนี้แหละครับ      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. ทำไมซูชิ 1 จานถึงมีแค่ 2 คำ?
  2. เมื่อหนุ่มญี่ปุ่นโดนไล่ออกจากงาน ก็เลยเอาชุดทำงานมาทำซูชิซะเลย!! 【Video】
  3. รู้หรือไม่?? ในสมัยเอโดะมีอาหารฟาสต์ฟู้ดด้วยนะ
  4. ”โอยะโกะด้ง” ข้าวหน้าไก่กับไข่ เกิดขึ้นได้แต่ใดมา?
คนญี่ปุ่นกว่า 30% ทานข้าวไข่ดิบโดยไม่ใช้ไข่ขาว!?

คนญี่ปุ่นกว่า 30% ทานข้าวไข่ดิบโดยไม่ใช้ไข่ขาว!?

พูดถึงเมนู Tamagokake Gohan หรือข้าวไข่ดิบ คงจะเป็นอาหารญี่ปุ่นที่คนไทยไม่นิยมนัก แต่เป็นหนึ่งในเมนูง่าย ๆ ที่คนญี่ปุ่นนิยมทานกันมาก มีเพียงแค่ข้าว ไข่ดิบ และโชยุ ก็เอร็ดอร่อยได้แล้ว บางคนก็เปลี่ยนเครื่องปรุงหรือเพิ่มท็อปปิ้งให้อร่อยในแบบของตัวเองยิ่งขึ้น

ปกติแล้วที่เราเคยเห็นกันนั้นจะใช้ไข่ดิบทั้งฟอง แต่ดูเหมือนว่าบางคนจะใช้เพียงแค่ไข่แดงเท่านั้น?! ด้วยเหตุนี้ เว็บไซต์ J-Town จึงได้ทำการสำรวจความเห็นของชาวญี่ปุ่นจำนวน 1,110 โหวต ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึง 8 มิถุนายน 2564 เกี่ยวกับการใช้ไข่ทำเมนูนี้

เมื่อถามคำถามว่าใช้เพียงแค่ไข่แดงหรือใช้ทั้งไข่ขาวและไข่แดง ผลสำรวจคือ คนที่ใช้แค่ไข่แดงมี 28.5% (316 โหวต) และคนที่ใช้ไข่ขาวและไข่แดง (ใช้ทั้งฟอง) 71.5% (794 โหวต) จะเห็นได้ว่ามีถึงเกือบ 30% ที่ใช้แค่ไข่แดงอย่างเดียว

เมื่อพิจารณาจากแต่ละภูมิภาคแล้ว คนที่ใช้เพียงแค่ไข่แดงในฮอกไกโดมี 15.3%, โทโฮคุ 32.5%, คันโต 27.8%, จูบุ 19.3%, คินกิ 32.2%, ชิโกกุ 19.4%, จูโกคุ 40.3% และคิวชู โอกินาว่า 36.2%

คนที่กินข้าวไข่ดิบโดยใช้เพียงไข่แดงเท่านั้น มีประมาณ 30% จากทั่วประเทศ และ 20 – 40% ในพื้นที่ตามแต่ละภูมิภาค แล้วทำไมบางคนถึงไม่ชอบกินไข่ขาวกันนะ ? ลองไปดูความคิดเห็นของคนที่ชอบไข่แดงอย่างเดียวกันค่ะ

“ชอบกินข้าวไข่ดิบมาก แต่ฉันไม่ชอบไข่ขาวดิบ มันเหนียว ๆ ลื่น ๆ แหยะ ๆ ก็เลยชอบกินแค่ไข่แดง”

“ไข่แดงมีความเข้มข้นกว่า ถ้าใส่ไข่ขาวไปด้วยมันจะไม่อร่อย”

“ไข่แดงอย่างเดียวมันจะมีรสชาติเข้มข้นและอร่อยกว่าข้าวไข่ดิบแบบธรรมดา”

“ถ้าเป็นข้าวไข่ดิบ ใช้แค่ไข่แดงจะอร่อยกว่านะ”

ในทางกลับกัน อีก 70% ที่ใช้ทั้งไข่แดงและไข่ขาว ก็ดูจะเซอร์ไพรส์ไม่น้อยที่มีบางคนใช้แค่ไข่แดงด้วย

“ใช้แค่ไข่แดงนี่รวยมากหรือไง”

 

“ฉันใช้ทั้งฟองนะ ใช้แค่ไข่แดงก็เสียดายแย่ คนให้มันเข้ากันดี ๆ ก็กินได้ละ”

“ข้าวไข่ดิบก็ต้องใช้ทั้งฟองสิ เสียดายออก”

ในด้านรสชาติ ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าถ้าใช้ไข่แดงอย่างเดียวมันจะแห้งเกินไปและกระจายไปไม่ทั่วข้าว นอกจากนี้ แม้บางคนที่ไม่ชอบทานไข่ขาวดิบก็ยังชอบทานข้าวไข่ดิบแบบใช้ทั้งฟอง และได้แบ่งปันวิธีการทานสำหรับคนไม่ชอบไข่ขาวไว้ดังนี้    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

“ตอกไข่แล้วแยกไข่ขาวกับไข่แดง แล้วใช้ตะเกียบตีไข่ขาวจนขึ้นนุ่มฟู จะทำให้ทานง่ายและอร่อยขึ้นมาก”

“แยกไข่ขาวกับไข่แดง ใส่ไข่ขาวลงไปบนข้าวแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นใส่ไข่แดงตามลงไปและคลุกให้เข้ากัน วิธีนี้ทำให้เนื้อไข่ขาวไม่เหนียวยืด”

แม้ว่าเว็บไซต์ J-Town จะมีคำตอบให้แค่สองตัวเลือกคือใช้แค่ไข่แดงกับใช้ทั้งไข่แดงและไข่ขาว แต่ก็มีบางคนที่ให้คำตอบว่า “ใช้แค่ไข่ขาว” ด้วย! โอ้โห ไม่น่าเชื่อว่าเมนูง่าย ๆ แค่นี้จะมีวิธีการทานหลากหลายแบบที่เรานึกไม่ถึงเลยทีเดียว แล้วทุกคนชอบทานข้าวไข่ดิบแบบไหนกันคะ ^^

ของอร่อยต้องประกาศ Tokyo Pao ร้านซาลาเปาหลากสีเปิดใหม่ในย่านยูรากุโช

ของอร่อยต้องประกาศ Tokyo Pao ร้านซาลาเปาหลากสีเปิดใหม่ในย่านยูรากุโช

ใครชอบทานซาลาเปาแป้งนุ่ม ๆ ไส้แน่น ๆ บ้างคะ ผู้เขียนแล้วหนึ่ง ยิ่งในช่วงหน้าหนาวการซื้อซาลาเปาร้อน ๆ มาถือในมือให้อุ่น ๆ แล้วเดินไปกินไปนี่ เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากเลยล่ะค่ะ วันนี้เราจะพาไปรู้จัก “ร้าน Tokyo Pao” ร้านซาลาเปาร้านใหม่ที่เพิ่งมาเปิดในย่านยูรากุโช (有楽町) กรุงโตเกียวกัน บอกเลยว่ามีความพิเศษไม่แพ้ร้านเก่าแก่แน่นอนค่ะ

ร้านที่อยากให้สนุกกับการกินซาลาเปา

จุดเด่นของร้าน Tokyo Pao อยู่ที่แป้งซาลาเปาหลากสี สดใส น่ารัก ร้านนี้เกิดขึ้นจากความคิดที่ว่า อยากจะบอกต่อความอร่อยของซาลาเปาให้ผู้คนรู้ และอยากให้ทุกคนรู้สึกสนุกสนานไปกับซาลาเปามากขึ้น โดยแป้งของทางร้านใช้เวลาคิดค้นสูตรมากกว่าครึ่งปีเลยทีเดียว จนได้แป้งนุ่มหนึบหลากสีสันแบบเฉพาะของทางร้าน ร้านนี้ไม่ได้มีดีแค่แป้งเท่านั้น แต่ไส้ข้างในยังทำจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยม ผสมผสานกันในอัตราส่วนที่พอดี ขนาดซาลาเปาก็เล็กพอดีคำ รับรองว่ากินเพลินแน่นอนค่ะ

แป้งซาลาเปาหลากสี

แป้งซาลาเปาของร้านนี้มีทั้งหมด 8 สีด้วยกัน แต่ละสีก็มีไส้แตกต่างกันไป สีขาวจะเป็นไส้หมูสุดคลาสสิกที่มีเนื้อหมูชิ้นใหญ่เต็มคำ สีดำทำจากถ่านเป็นไส้หมาล่าเผ็ดแสบร้อนแรง สีชมพูเป็นไส้หมูสามชั้นที่เลี้ยงในญี่ปุ่นตุ๋นกับเครื่องเทศมากกว่า 10 ชนิดรสชาติเข้มข้น สีเขียวทำจากผักโขมข้างในเป็นไส้ไก่ผัดซอสเผ็ดหวานกับผัก สีเหลืองเป็นซาลาเปาไส้แกงกะหรี่ที่นำเนื้อวัวไปตุ๋นกับผักและเครื่องเทศมากกว่า 20 ชนิด สีฟ้าจะเป็นไส้หวานทำจากมันนึ่งเคลือบซอสหวานของญี่ปุ่น สีส้มเป็นไส้กุ้งผัดซอสเผ็ดหวานโดยใช้กุ้งตัวใหญ่ผัดกับขิง หัวหอมใหญ่ และไข่ จากนั้นราดซอสเผ็ดหวานลงไป สุดท้ายสีม่วงเป็นไส้หวานอีกไส้หนึ่งโดยใช้งาดำกวนมาผสมกับวอลนัตเพิ่มความกรุบกรอบ น่ากินทุกสีทุกไส้ จนเลือกไม่ถูกเลยล่ะค่ะ

ร้านซาลาเปาสไตล์คาเฟ่

 

ใครที่เริ่มสนใจร้าน Tokyo Pao นี้ขึ้นมาแล้ว ก็สามารถไปลองชิมกันได้ที่ห้าง ITOCiA ชั้น B1 ในย่านยูรากุโช ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป จะซื้อกลับบ้านก็ได้ หรือจะนั่งทานในร้านเขาก็มีเก้าอี้เล็ก ๆ สไตล์คาเฟ่ให้นั่ง แถมซาลาเปาที่นี่เขาไม่ได้ใส่กระเทียมด้วยนะคะ จะแวะกินเป็นอาหารกลางวันหรืออาหารว่างก็ไม่ต้องกลัวปากเหม็นเลยล่ะค่ะ  สล็อตเว็บตรง

5 อันดับร้านขนมไอเดียเด็ด! ของฝากสุดคิ้วท์ที่หาซื้อได้ในสนามบินฮาเนดะ

5 อันดับร้านขนมไอเดียเด็ด! ของฝากสุดคิ้วท์ที่หาซื้อได้ในสนามบินฮาเนดะ

เชื่อว่าใครที่เคยมาเที่ยวญี่ปุ่นคงเคยได้ยินชื่อสนามบินฮาเนดะมาไม่มากก็น้อยเป็นแน่ วันนี้เรามีขนมหวาน ของฝากสุดคิ้วท์ที่ขายอยู่ในสนามบินฮาเนดะมาแนะนำกันค่ะ ใครที่เที่ยวเพลินจนลืมซื้อของฝากให้เพื่อน ๆ คนไทยแล้วละก็ ลองมาหาซื้อขนมน่ารัก ๆ ไอเดียดี ๆ เหล่านี้ดูสิคะ รับรองว่าคนรับต้องประทับใจแน่นอน

1. ร้าน Tokyo Tulip Rose

 

ขนมหวาน Tulip Rose Collection ของร้านนี้มีรูปทรงเป็นดอกไม้สีสันสดใส ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในสวนดอกไม้ตลอดเวลา โดยตัวร้านตั้งอยู่ที่ Haneda Airport Terminal 2 ราคา 2,268 เยน/12 ชิ้น และ 17 ชิ้นราคา 3,240 เยน

2. ร้าน AUDREY

 

ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องขนมที่ทำมาจากสตรอเบอร์รี่ สินค้ายอดฮิตเลยก็คือ Glaceon ขนมรูปทรงช่อดอกไม้สุดน่ารัก ภายในเต็มไปด้วยครีมนมกับสตรอเบอร์รี่ รับรองว่าใครได้รับเป็นของฝากต้องยิ้มแก้มปริแน่นอน ได้ยินมาว่าเป็นสินค้าขายดีและขายหมดตั้งแต่ช่วงเช้าเลย ไปตำกันได้ที่ Haneda Airport Domestic Terminal 1 2F ค่ะ

3. ร้าน Ginza Mamehana

 

ร้านนี้เป็นร้านขนมเซมเบ้และขนมญี่ปุ่นที่ใช้วัตถุดิบเป็นนมถั่วเหลืองเพื่อสุขภาพ ขนมไดฟุกุอันมิตสึไส้ครีมถั่วเหลืองเป็นขนมที่มีวุ้นแทรกตัวอยู่ในครีมสดนมถั่วเหลือง ตัวรอบนอกครีมเป็นถั่วแดงในน้ำตาลทรายแดงเชื่อม และถูกห่อหุ้มด้วยแป้งไดฟุกุถั่วอันแสนหนุบหนับในชั้นด้านนอกสุดอีกที เหมาะกับสายเฮลท์ตี้มาก ๆ โดยร้านนี้ตั้งอยู่ที่ Haneda Airport Domestic Terminal 1 2F ค่ะ

4. ร้าน Kajitsu no Fuku -ninigi-

 

 

ร้านนี้เปิดให้บริการที่ย่านกิองในเกียวโต เป็นร้านที่เชี่ยวชาญด้านการทำไดฟูกุไส้ผลไม้ โดยไดฟุกุไส้ผลไม้ก็คือขนมแป้งโมจิที่ภายในอัดแน่นไปด้วยครีมสดกับผลไม้ตามฤดูกาลนั่นเอง ที่นี่มีหลากหลายรสชาติให้เลือกสรร จะซื้อเป็นของฝากก็ดีหรือจะซื้อกินเองก็อร่อยแน่นอน ร้านมี 2 ที่ ตั้งอยู่ที่ Haneda Airport Domestic Terminal 1 2F และ Haneda Airport Domestic Terminal 2 3F ค่ะ

5. NEWYORK PERFECT CHEESE

 

NEWYORK PERFECT CHEESE เป็นร้านขายขนมหวานที่ทำจากชีสสไตล์นิวยอร์ค ควบคุมงานโดย 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านชีสระดับโลก ตัวขนมภายนอกจะเป็น Langue de Chat หรือคุกกี้ลิ้นแมวที่ให้รสสัมผัสของเกาด้าชีส ส่วนไส้จะเป็นไวท์ช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของเชดด้าชีสและครีมนมจากเดนมาร์ก สายชีสต้องห้ามพลาดเลย โดยร้านนี้ตั้งอยู่ที่ Haneda Airport Domestic Terminal 1 2F ค่ะ

ขนมรูปทรงน่ารักมาก ๆ สวยจนไม่กล้ากินเลยใช่ไหมล่ะคะ ยังไงทุกคนก็ลองเข้าไปที่ร้านแล้วเลือกซื้อกันดูนะคะ ไม่แน่ว่า อาจจะเจอขนมอร่อย ๆ รูปทรงแปลก ๆ รสชาติชวนฟินมากกว่าบทความนี้ก็ได้                สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

10 แลนด์มาร์คเด็ดทั่วญี่ปุ่น ทริปนี้ต้องมาโดน

10 แลนด์มาร์คเด็ดทั่วญี่ปุ่น ทริปนี้ต้องมาโดน

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ‘ญี่ปุ่น’ ถึงยังเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวอยู่เสมอๆ แม้กระทั่งในหมู่นักท่องเที่ยวไทยเองก็ตาม ก็เพราะญี่ปุ่นนั้นเป็นเมืองที่น่าสนใจ มีศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อที่ยังคงอยู่ ผสมผสานกับความเจริญรุ่งเรือง ความแปลกใหม่ล้ำสมัยที่เข้ามา จึงทำให้การเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นประเทศเดียวนี้ได้ทั้งความหลากหลาย และค่อนข้างที่จะครบรส หากอยากช้อปปิ้งก็ให้มาโตเกียว หรือใครอยากเสพความเป็นเมืองเก่า และวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมก็ให้มาเกียวโต ดังนั้นถ้าใครอยากได้ทริปที่ค่อนข้างหลากหลาย แนะนำให้ลองมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นดู

หากใครกำลังมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวเมืองไหนนี้ เราก็มีตัวช่วย โดยการรวบรวม 10 แลนด์มาร์คเด็ดทั่วญี่ปุ่นเอามาให้ดูกัน ว่าในแต่ละจุดของญี่ปุ่นนั้นจะไฮไลท์เด็ดตรงไหนบ้าง และเราขอเอาใจคนที่ชอบสอยตั๋วถูก ด้วยตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นให้ราคาพิเศษเมื่อจองผ่าน Traveloka เพราะมีส่วนลดมากมาย โดยเฉพาะโปรโมชั่นโค้ด ที่จะช่วยลดราคาที่ถูกอยู่ให้ถูกลงไปได้อีก ถ้าใครอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบประหยัดกระเป๋าก็เข้าไปจองตั๋วกันได้เลย

Tokyo Tower

ใครที่มาเที่ยวโตเกียวอย่าลืมแวะมาถ่ายรูปกับ ‘Tokyo Tower’ แลนด์มาร์คอันดับหนึ่งตลอดกาลของเมืองโตเกียว นอกจากจะเป็นแลนด์มาร์คที่สวยงาม และน่าทึ่ง ยังเป็นหอส่งสัญญาณวิทยุ และโทรทัศน์ โดยมีต้นแบบมาจากหอไอเฟล แต่โตเกียวทาวเวอร์นั้นจะมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นสีแดง นอกจากนั้นคนทั่วไปสามารถขึ้นไปชมเมืองโตเกียวได้แบบมุมสูงด้านบนโตเกียวทาวเวอร์ได้ด้วย ถ้าวันไหนอากาศดีๆ ก็จะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ด้วย

วันและเวลาเปิดปิด: 09.00 – 23.00 น. เปิดทุกวัน
ราคาค่าเข้า: Main observatory: ผู้ใหญ่ 900 เยน เด็กนักเรียน 500 เยน เด็กเล็ก 400 เยน และSpecial observatory: 1600 เยน

Tokyo Skytree

โตเกียว สกายทรี หรือหอโทรทัศน์โตเกียวที่ขึ้นชื่อ และเหมือนเป็นแลนด์มาร์คอีกหนึ่งแห่งที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน ถ้าหากว่าเดินทางมาโดยรถไฟใต้ดิน ให้เดินทางมาลงที่ Asakusa Line เพราะมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และไม่ไกลจากวัดอาซากุสะมากนัก ด้านบนโตเกียวสกายทรีจะมีจุดชมวิวที่เห็นวิวโตเกียวได้แบบพาโนราม่า 360 องศา นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้า เหมาะกับการไปนั่งรับประทานอาหารชมวิวสวยๆ

วันและเวลาเปิดปิด: 08.00 – 22.00 น.
ราคาค่าเข้าชม และแพคเกจดูได้ที่ > www.talonjapan.com

Osaka Castle (ปราสาทโอซาก้า)

ขอข้ามมาที่เมืองโอซาก้า (Osaka) กันบ้าง กับแลนด์มาร์คของเมืองโอซาก้า ซึ่งเราอาจจะขอข้ามป้ายกูลิโกะที่โดะทนโบริ (Doutonbori) กันไป เพราะคิดว่าใครๆ ก็คงรู้ดีอยู่แล้ว เลยอยากจะแนะนำให้คุณลองมาเที่ยวที่ปราสาทโอซาก้า ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ เพราะเป็นปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางใหม่ของประเทศญี่ปุ่น แต่หลังจากมีการสร้างขึ้นมา ก็มีการบูรณะมาหลายครั้งแล้วด้วยกัน ปราสาทโอซาก้างดงามเพราะมีทั้งหมด 8 ชั้น ล้อมรอบไปด้วยสาธารณะญี่ปุ่นที่งดงาม ถ้าใครอยากได้รูปสวยๆ แนะนำให้มาในช่วงซากุระบาน เพราะภายในบริเวณปราสาทโอซาก้าจะมีต้นซากุระอยู่มากกว่า 600 ต้น

วันและเวลาเปิดปิด: 09.00 – 17.00 น.
ราคาค่าเข้าชม: เข้าชมภายในปราสาทผู้ใหญ่คนละ 600 เยน และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าชมฟรี

Kiyomizudera Temple (วัดน้ำใส)

ใครที่ชอบเที่ยวเมืองเก่า ชอบดูวิถีชีวิต และประเพณีวัฒนธรรม เราขอแนะนำให้มาเที่ยวที่เมืองเก่าอย่าง ‘เกียวโต’ (Kyoto) ที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน วัด ‘Kiyomizudera Temple’ หรือที่คนไทยเรียกกันว่าวัดน้ำใส เป็นวัดที่ถือว่าเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของเกียวโต และยังเป็นหนึ่งในมรดกโลกอีกด้วย จุดเด่นของวัดน้ำใสก็คือจะตั้งอยู่บนไหล่เขาโอตาวะ ทำให้สามารถมองเห็นเมืองเกียวโตมุมสูงได้โดยรอบ ยิ่งมาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็จะเห็นฉากหลังเป็นใบไม้สีแดงตัดกับวัดที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง

วันและเวลาเปิดปิด: 06.00 – 18.00 น.
ราคาค่าเข้าชม: 400 เยน

Fushimi Inari Shrine (ศาลเจ้าเทพจิ้งจอกฟูชิมิ)

หลายคนที่เคยเห็นคนถ่ายรูปกับฉากหลังที่เป็นประตูศาลเจ้าสีแดงเรียงกันมากมาย อาจจะสงสัยว่าคือที่ไหน เรามาเฉลยคำตอบให้รู้กันว่าเป็นศาลเจ้า ‘Fushimi Inari Shrine’ ศาลเจ้าชินโตเก่าแก่แห่งเมืองเกียวโต ที่มีการสร้างศาลเจ้านี้ขึ้นมาก่อนที่จะสร้างเมืองเกียวโตซะอีก จุดเด่นก็คือที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะมี ประตูโทริอิ (Torii Gate) เรียงรายเป็นพันๆ หมื่นๆ ต้น จนสามารถเดินได้ทั่วภูเขาอินาริ โดยเชื่อกันว่าที่นี่เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มีสัญลักษณ์เป็นจิ้งจอกที่ถือว่าเป็นสัตว์เทพประจำกายของเทพอินาริ เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ภายในศาลเจ้าจึงมีรูปปั้นจิ้งจอกอยู่เต็มไปหมด

ราคาค่าเข้าชม: ฟรี

Itsukushima Shrine (ศาลเจ้าลอยน้ำ)

อีกหนึ่งศาลเจ้าที่เป็นแลนด์มาร์คของเมืองฮิโรชิม่า (Hiroshima) ซึ่งถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยวที่เมืองฮิโรชิม่านี้ เราก็ไม่อยากให้พลาด โดยที่ตั้งของศาลเจ้าลอยน้ำแห่งนี้นั้นอยู่บนเกาะมิยาจิม่า (Miyajima) โดดเด่นด้วยการสร้างศาลเจ้าให้มีลักษณะเป็นแพ ดังนั้นทำให้เวลาน้ำขึ้น ศาลเจ้าก็จะไม่จมลงไป จะเหมือนกับลอยน้ำอยู่ตลอดเวลา สมัยก่อนมีความเชื่อว่าเกาะมิยาจิม่านั้นเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ คนธรรมดาจะไม่ได้รับสิทธิ์ให้ขึ้นมาเหยียบบนเกาะ จึงได้มีการสร้างศาลเจ้าที่เป็นแพ ไว้เพื่อให้คนที่จะมาสักการะได้อยู่บนแพ ดังนั้นแต่ก่อนถ้าใครจะมาสักการะศาลเจ้านี้ ก็จะต้องเดินทางมาจากทางน้ำเท่านั้น

ราคาค่าเข้าชม: 300 เยน

หมู่บ้าน Shirakawa-go

 

เป็นแลนด์มาร์คหนึ่งในญี่ปุ่นที่เห็นจากภาพถ่ายแล้วเห็นความงดงามจนไม่นึกว่าจะมีอยู่จริง ซึ่งหมู่บ้าน Shirakawa-go เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่เป็นมรดกโลก จุดเด่นคือทรงบ้านโบราณที่ชื่อว่ากัสโชซุคุริ (Gassho-Zukuri) ที่มีอายุมากกว่า 250 ปี ที่ตั้งเรียงรายกันเหมือนกับบ้านในนิทาน ซึ่งถ้าหากใครที่อยากเห็นภาพหมู่บ้านประวัติศาสตร์นี้ในช่วงที่สวยที่สุด แนะนำให้ไปในช่วงฤดูหนาว เพราะหิมะจะตกลงมาโปรยปรายปกคลุมลงบนหลังคาบ้านทรงมือพนม จนเกิดเป็นภาพที่งดงาม เหมือนหมู่บ้านแห่งนี้หลุดออกมาจากในหนังสือนิทานจริงๆ

Jigokudani Monkey Park

ชมลิงที่เมืองไทยอาจจะธรรมดาเกินไป แนะนำให้ลองมาชมลิงแก้มแดงของญี่ปุ่นที่จะลงมาอาบน้ำพุร้อนที่สวนสาธารณะ ‘Jigokudani Monkey Park’ ที่อยู่ภายในหุบเขา ‘Jigokudani valley’ ในจังหวัดนากาโน (Nagano) จุดเด่นก็คือลิงหิมะที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาแช่ออนเซ็นในบ่อร้อนๆ ในช่วงฤดูหนาววันที่หิมะโปรยปราย นอกจากนั้นใกล้ๆ กันนั้นยังมีจุดแช่บ่อน้ำพุร้อนสาธารณะ สำหรับคนที่อยากลองแช่ออนเซ็นก็ไปเที่ยวกันได้

วันและเวลาเปิดปิด: เดือนเมษายน-ตุลาคม 8:30-17:00 และ เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม 9:00-16:00
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 800 เยน และเด็ก 6-17 ปี 500 เยน

Nara Park

ถ้าพูดถึงสัญลักษณ์ของเมืองนารา (Nara) จะเป็นอะไรไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่กวาง เพราะมีความเชื่อกันว่ากวาง เป็นสัตว์ที่คอยรับใช้เทพเจ้า ซึ่งภายในเมืองนารานี้ ก็จะมีกวางเดินอยู่ทั่วทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นตามสวนสาธารณะ หรือว่าศาลเจ้าก็ตามที โดยภายในสวนกวาง หรือว่า Nara Park จะมีกวางอยู่เป็นจำนวนมากกว่า 1,000 ตัวด้วยกัน แนะนำว่าถ้าใครอยากถ่ายรูปกับกวางอย่างใกล้ชิด ให้ลองซื้อขนมเซมเบ้ที่มีขายอยู่โดยรอบ คนที่ไปเที่ยวโอซาก้า ก็สามารถแวะไปเที่ยวเมืองนารา (Nara) ได้แบบไปเช้าเย็นกลับ

Arashiyama (ป่าไผ่อาราชิยาม่า)

ขอปิดท้ายด้วยแลนด์มาร์คอีกหนึ่งแห่งของเกียวโต ที่น่าทึ่ง และงดงาม ทั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จุดเด่นก็หนีไม่พ้นการเดินถ่ายรูปเลียบป่าไผ่ที่งดงาม เพราะเป็นทางเดินลัดเลาะป่าไผ่ที่ถือว่ามีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น โดยนักท่องเที่ยวก็สามารถเดินถ่ายรูป หรือว่าจะเช่าจักรยานเพื่อปั่นชมป่าไผ่ รวมไปถึงคนที่อยากถ่ายรูปก็สามารถเช่าชุดกิโมโน หรือใช้บริการรถลากได้

ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง เป็นสถานที่คร่าวๆ ของในแต่ละเมืองที่ญี่ปุ่น ใครที่ชอบเที่ยวแบบไหน แนะนำให้ลองศึกษา หรือลิสที่เที่ยวออกมา เพราะจะได้วางแผนการเดินทางให้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบางเมืองก็สามารถไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ หรือบางเมืองก็อาจจะต้องนอนค้าง ถ้าไม่อยากยุ่งยาก แนะนำให้จองที่พักญี่ปุ่นใน Traveloka ไปด้วยเลย ก็จะช่วยทำให้การเดินทางของคุณกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้นมาอีกเท่าหนึ่งทีเดียว  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

“Honya Title” ร้านหนังสือที่นักอ่านต้องหลงรัก

“Honya Title” ร้านหนังสือที่นักอ่านต้องหลงรัก

เดี๋ยวนี้จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เป็นระบบโซเชียลไปหมด ยิ่งการหาข้อมูลต่างๆแค่มีมือถือก็หาข้อมูลได้แล้ว แถมไม่เสียเวลาด้วย ทำให้วงการร้านหนังสือมีบทบาทน้อยลง แต่ “Honya Title”(本屋 Title) ร้านหนังสือแห่งนี้ มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอยู่เรื่อยๆเป็นจำนวนมาก วันนี้จะมาแนะนำร้านหนังสือแห่งนี้ว่าเสน่ห์อะไรที่เรียกความสนใจจากลูกค้าได้แม้ในยุคโซเชียลแบบนี้ (ข้อมูลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 กรุณาเช็คข้อมูลก่อนไป)

ร้านหนังสือที่ใครเห็นต้องแวะ

การเดินทางนั้นจากสถานีโอกิคุโบะเดินมาเพียง 10 นาที ถ้ามาจากสถานีนิชิโอกิคุโบะใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาทีค่ะ อาจจะดูไม่ได้สะดวกมากเท่าไร แต่เป็นร้านหนังสือที่ใครมาก็ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

มาถึงร้านก็จะเห็นป้ายสีน้ำเงินเข้มสะดุดตาทันที เราสามารถเห็นบรรยากาศภายในร้านจากข้างนอกได้เลย เดิมทีร้านเป็นบ้านพักแบบเก่าแล้วนำมาปรับเป็นร้านหนังสือเลยให้ความรู้สึกเหมือนร้านหนังสือสมัยก่อน

 

 

 

ภายในร้านมีหนังสือมากมายและหลายประเภทไม่ต่างจากร้านหนังสือใหญ่ๆเลย และยังมีนิตยสารโด่งดังวางเรียงกันด้วย

ภายในร้านจะมีบันไดขึ้นไปชั้น 2 เป็นบันไดที่ค่อนข้างชัน ยิ่งทำให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบ้านสมัยเก่าหน่อยๆ ลูกค้าสามารถขึ้นไปชั้น 2 ได้ตามสบายเลยนะคะ

มาดูชั้น 2 กัน

มาชั้น 2 จะได้บรรยากาศอีกแบบ ลักษณะภายในห้องตกแต่งเป็นโทนขาว ชั้นนี้จะเป็นห้องสำหรับหนังสือโชว์ หนังสือที่นำมาโชว์จะสับเปลี่ยนกันทุกเดือน

หน้าต่างจะอยู่ทางทิศใต้ มีแสงแดดส่องเข้ามาจากด้านนอกทำให้ห้องดูสว่างเข้าไปอีก ใครได้เข้ามาแล้วแทบไม่อยากจะออกจากห้องนี้เลยล่ะ

 

มีคาเฟ่ให้นั่งชิลๆ

ทางด้านในของร้านจะมีมุมคาเฟ่ไว้บริการค่ะ มีที่นั่งเคาน์เตอร์ 4 ที่ และเป็นโต๊ะ 2 ที่

นอกจากเครื่องดื่มอย่างชากาแฟแล้ว ยังมีเมนูขนมหวานและของว่างให้ด้วยนะคะ และยังอนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์ได้ด้วย ใครอยากอ่านหนังสือที่ซื้อมาอย่างชิลๆนี้เหมาะเลยค่ะ

 

เมนูแนะนำของที่นี่คือเฟรนช์โทสต์ ถ้าเพิ่มอีก 100 เยนก็จะได้ไอศกรีมเพิ่มอีกก้อนโปะ ทางร้านจะทำเมื่อลูกค้าสั่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นทุกคนจะได้ทานเฟรนช์โทสต์แบบร้อนๆ ส่วนน้ำเชื่อมเมเปิ้ลขอได้ตามใจชอบเลย        สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

 

เป็นยังไงคะ ร้านหนังสือฟินๆแบบนี้หาไม่ค่อยมีนะคะ การได้อ่านหนังสือชิลๆในบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ทำให้ผ่อนคลายไปได้อีกแบบนะคะ ใครสนใจก็ลองไปดูนะคะ

รายละเอียดเพิ่มเติม
ที่อยู่ : 1 Chome, 5-2-, Momoi, Suginami-Ku, Tokyo
โทร. 036-8842894

OH MY CAFE จัดธีมใหม่แสนสดใส “OH MY! MINNIE MOUSE” ในช่วงเวลาจำกัด

OH MY CAFE จัดธีมใหม่แสนสดใส “OH MY! MINNIE MOUSE” ในช่วงเวลาจำกัด

กลับมาอีกครั้งกับ OH MY CAFE คาเฟ่เฉพาะกิจที่มักจะจัดธีมตามภาพยนตร์ การ์ตูน และคาแรคเตอร์ต่าง ๆ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยจัดทั้งธีม FROZEN กับ Star Wars ไปแล้ว เร็ว ๆ นี้ก็กำลังจะมีธีมใหม่แสนน่ารัก “OH MY! MINNIE MOUSE” มาในโทนสีเหลืองสดใสไปทั้งร้าน พร้อมเมนูอาหารและของฝากมากมาย โดยในโตเกียวกับโอซาก้า จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่วนในนาโกย่ากับฟุกุโอกะ จะเริ่มวันที่ 29 กุมภาพันธ์

 

สำหรับเมนูอาหารก็จัดตามธีมของมินนี่เมาส์ด้วยเช่นกัน
Happy Yellow Spring Pasta (1,290 เยน)
พาสต้าในซอสครีมโฮตาเตะ พร้อมชีสแผ่นกลมเล็ก ๆ น่ารัก อย่าลืมคนชีสให้ละลายเข้ากันก่อนทานนะคะ
Hashed Beef Ribbon Rice (1,390 เยน)
บีฟสโตรกานอฟกับข้าวสีเหลืองจัดเป็นทรงโบว์ของมินนี่ น่ารักแบบนี้จะทานก็เสียดาย
Yasai gorogoro Pumpkin Fondue (1,590 เยน)
ฟองดูฟักทองที่จะทำให้อบอุ่นไปทั้งกายและใจ มีทั้งผักนานาชนิดและเนื้อไก่ให้ได้จิ้มฟองดูฟักทองอุ่น ๆ แสนอร่อย
Cheerful Burger (1,990 เยน)
เมนูซิกเนเจอร์ เบอร์เกอร์สีดำมีหู 2 ข้าง เหมือนกับเป็นเงาของมินนี่เมาส์ มีผักเป็นเครื่องเคียงเต็มจาน ดูเฮลท์ตี้สุด ๆ
Fruit Sandwich (990 เยน, รวมจาน 2,790 เยน)
สำหรับของหวานก็ต้องเป็นแซนด์วิชผลไม้ จุดเด่นอยู่เมล็ดป๊อปปี้กับน้ำมะนาวที่ใส่ลงไป พร้อมด้วยครีมโยเกิร์ตเพิ่มความสดชื่น

ในส่วนของเครื่องดื่ม มีทั้ง
Lemon Squash (690 เยน)
Pinapple Squash (690 เยน)
Banana Shake (790 เยน)
Chamomile Tea (490 เยน)

 

สินค้าที่ระลึกยังมีหลากหลายรายการเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นธีมสีเหลืองทั้งหมดและมีตัวการ์ตูนมินนี่เมาส์อยู่บนสินค้าทุกชิ้น ทาสมินนี่ใจละลายไปเลยค่าาา

 

ช่วงเวลาที่จะจัดธีมนี้ในแต่ละจังหวัดมีดังนี้ค่ะ
โตเกียว : OH MY CAFE TOKYO 28 กุมภาพันธ์ – 12 เมษายน
โอซาก้า : kawara CAFE&DINER shinsaibashi 28 กุมภาพันธ์ – 19 เมษายน
นาโกย่า : kawara CAFE&KITCHEN nagoya parco 29 กุมภาพันธ์ – 26 เมษายน
ฟุกุโอกะ : Kawara CAFE&KITCHEN KITTE hakata 29 กุมภาพันธ์ – 28 มีนาคม

 

ตรวจสอบวันเวลาสถานที่ให้ดีแล้วไปสนุกกับคาเฟ่มินนี่เมาส์กันนะคะ ^^
เว็บไซต์ mm.ohmycafe    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

แนะนำ 11 สุดยอดยาญี่ปุ่นที่การันตีว่าดีจริงจากนักท่องเที่ยวชาวจีน

แนะนำ 11 สุดยอดยาญี่ปุ่นที่การันตีว่าดีจริงจากนักท่องเที่ยวชาวจีน

เที่ยวญี่ปุ่นกันทั้งทีนอกเหนือจากข้าวของเครื่องใช้และของฝากแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ควรจะซื้อกลับไปคือผลิตภัณฑ์ยาญี่ปุ่น ในบทความนี้เราจะพูดถึงสินค้าประเภทยาสามัญประจำบ้านที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เรียกได้ว่ามากวาดกลับไปกันเลยทีเดียว ด้วยสรรพคุณของยาเองและคุณภาพยาที่มีมาตราฐานระดับสูงภายใต้สินค้าที่ผลิตจากญี่ปุ่น ทำให้ผู้บริโภคในกลุ่มนักท่องเที่ยวไว้วางใจ ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์ยาจึงเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ขายดิบขายดีและบอกต่อกันปากต่อปากในหมู่นักท่องเที่ยว วันนี้เราได้หยิบยกสินค้าผลิตภัณฑ์ยา 11 ตัวเทพ ๆ ที่แนะนำโดยนักท่องเที่ยวจีนว่าควรซื้อไปลองใช้กันดูมาบอกต่อกัน

น้ำยาหยอดตา : Sante Beautéye

มลภาวะทางอากาศ แสงยูวี รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอและทานอาหารไม่ครบถ้วน อาจส่งผลให้ดวงตาของเราเหนื่อยล้าได้ ยาหยอดตายี่ห้อหนึ่งที่ช่วยให้ความสดชื่นและสร้างความชุ่มชื้นให้กับดวงตาที่อ่อนล้าก็คือ Sante Beautéye ซึ่งนอกจากนี้แล้วก็ยังช่วยบำรุงกล้ามเนื้อตาด้วยวิตามินบี 12 ด้วย ยิ่งหนุ่มสาวที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานยิ่งเป็นไอเท็มหนึ่งที่น่าสนใจเลยล่ะ

แผ่นประคบเย็น : Netsusama Sheet สำหรับผู้ใหญ่

ขึ้นแท่นเป็นไอเท็มยาสามัญประจำบ้านที่ต้องมีติดไว้จริง ๆ สำหรับแผ่นประคบเย็นสารพัดประโยชน์ ทั้งช่วยบรรเทาอาการลดบวม ลดไข้ ปวดหัว ปวดฟัน รวมถึงขนาดที่นอกจากจะมีไซส์ผู้ใหญ่แล้วยังมีไซส์เล็กสำหรับเด็กด้วย สะดวกสบายสุด ๆ

พลาสเตอร์ยาชนิดเหลว : Sakamucare

 

แปลกแต่แจ๋ว พลาสเตอร์ยาแบบเหลวแบบติดแน่นที่มาพร้อมกับแปรง สามารถใช้ได้เมื่อเกิดแผล รอยแตก หนังถลอก แผลเปิดขนาดเล็ก ความน่าสนใจอีกอย่างของพลาสเตอร์ชนิดนี้คือถูกออกแบบให้มีลักษณะใส ใช้ง่าย ไม่สะดุดตา และยังป้องกันเชื้อโรคและน้ำได้อีกด้วย จัดเป็นสินค้าขายดีตลอดปีเลยทีเดียว

ยาอม : RYUKAKUSAN

 

ยาอมแก้เจ็บคอที่บรรเทาอาการได้ดีของ RYUKAKUSAN ยาแผนโบราณที่มีส่วนผสมของสมุนไพรและดอกไม้ธรรมชาติ ยาตัวนี้ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำตาม สามารถทานเพียว ๆ ได้เลย

ยาสำหรับสตรี : INOCHINOHAHA A

 

ยาสำหรับสตรีวัยทองที่หมดประจำเดือน ลักษณะเป็นยาเม็ดขนาดเล็กที่ทานง่าย เป็นยาบำรุงที่มีวิตามิน แคลเซียม และสมุนไพรกว่า 13 ชนิด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด สร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย และยังช่วยรักษาสมดุลให้ระบบประสาท

ยาแก้ปวดศีรษะ : EVE QUICK

 

ขจัดปัญหาสำหรับคนมีอาการปวดศีรษะได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งบรรเทาอาการปวด ไม่ว่าจะปวดเนื้อปวดตัว หรือมีอาการไหล่ตึงก็สามารถช่วยได้ มีส่วนผสมของตัวยา Allyl isopropyl acetyl urea และ Anhydrous caffeine นอกจากนั้นยังช่วยดูแลเยื่อบุกระเพาะอาหารอีกด้วย ไม่ต้องห่วงว่าทานแล้วจะกัดกระเพาะ

L- cysteine : Hythiol – C Plus

 

กลุ่มอาหารเสริมป้องกันอาการเมาค้างสำหรับผู้ที่ชอบปาร์ตี้หนัก ๆ ยังช่วยในการทำงานของเอมไซม์โดยเปลี่ยนสารอาหารให้กลายเป็นพลังงาน และช่วยสร้างสมดุลของพลังงานจากภายในร่างกายจึงไม่ทำให้ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้า นอกเหนือจากนั้นยังช่วยในเรื่องผิวสวยได้ด้วย

แผ่นประคบบรรเทาอาการปวดอักเสบ : SALONPAS

 

 

แผ่นแปะ SALONPAS เป็นอีกไอเท็มที่เรียกว่าต้องมีทุกครัวเรือน ใช้แปะประคบบรรเทาอาการเจ็บปวดอักเสบทั่ว ๆ ไป มีประสิทธิภาพในการแปะติดสูง ใช้ง่าย และยังเลือกขนาดตามความต้องการได้ด้วย

ยาแก้ท้องผูก : BYURAKKUA

 

ยาตัวฮิตในวงการยาแก้ท้องผูกที่พัฒนามาจากตัว BYU RAKKU ตัวนี้ทานง่าย สามารถแบ่งทานตามความเหมาะสมได้

ยารักษาแผลในปาก : Taisho Seikaku

 

ยารักษาอาการร้อนในและแผลในปาก สามารถทาทับบริเวณที่เป็นแผลได้เลย จัดเป็นสินค้ายอดนิยมในหมู่เด็ก ๆ อีกด้วย

ยาทาแก้ปวด : Ammeltz Yoko Yoko

 

หนุ่มสาวออฟฟิศหรือผู้ที่เล่นกีฬาแล้วมีปัญหาไหล่ตึงหรือปวดเมื่อย ยาตัวนี้ช่วยตอบโจทย์ได้ เพราะทาแล้วจะรู้สึกสบายขึ้นแน่นอน เพียงแค่เปิดฝาแล้วถูไปมา ไม่เปรอะเปื้อนมือ แถมทาได้บ่อยครั้งตามชอบเลย น่าจะถูกใจใครหลาย ๆ คนที่ต้องการความสะดวกสบายหรือต้องใช้ในเวลาเร่งรีบ

ครบ 11 ไอเท็มยาขั้นเทพที่การันตีสรรพคุณโดยนักท่องเที่ยวจีนแล้วนะคะ บางตัวตอนนี้ก็มีนำเข้ามาขายในไทยแล้วด้วยเหมือนกัน สามารถลองหากันมาใช้ได้ หวังว่าจะถูกใจและเป็นประโยชน์นะคะ  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย