คลังเก็บหมวดหมู่: BLOG

เที่ยวโตเกียว 24 ชั่วโมง ไปกับ Live Camera บนยูทูบ

เที่ยวโตเกียว 24 ชั่วโมง ไปกับ Live Camera บนยูทูบ

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ทั่วโลกจะยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้เลยว่าเราจะกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติได้ดังเดิม หรือต้องปรับเปลี่ยนไปใช้ชีวิตแบบ “New Normal”  ไปตลอดกาล แต่สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนอยากทำมากที่สุดในตอนนี้ก็คือการออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น สถานที่ท่องเที่ยวน่าประทับใจอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวชาวไทยและทั่วโลก แต่จากสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศญี่ปุ่นตอนนี้ก็เดาไม่ได้เช่นกันว่านักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นเมื่อไหร่ ในครั้งนี้ เราจึงอยากจะไปเพื่อน ๆ ไปเที่ยวโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นผ่านการชม Live Camera บนยูทูบแบบ 24 ชม.กัน! มีที่ไหนที่เพื่อน ๆ กำลังคิดถึงอยู่บ้าง? สถานการณ์ที่นั่นเป็นอย่างไร? เราไปชมกันเลย

เที่ยวโตเกียวแบบ 24 ชม.

Shibuya Scramble Crossing

สถานที่แรกที่เราจะพาเพื่อน ๆ ไปก็คือบริเวณถนนห้าแยกชิบูย่า หรือ Shibuya Scramble Crossing นั่นเอง! โดยสามารถกดเข้าลิงก์ของช่อง SHIBUYA COMMUNITY NEWS จะมีการอัปเดต “รายการสด” (Live) ให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ห้าแยกชิบูย่า ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านการค้าใจกลางเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านตลอด 24 ชั่วโมง เป็นศูนย์รวมวัยรุ่นญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีการปิดถนนเพื่อจัดอีเวนต์ใหญ่ ๆ ขึ้นที่ห้าแยกชิบูย่าแห่งนี้ด้วย เช่น อีเวนต์เชียร์การแข่งขันฟุตบอล FIFA World Cup, เทศกาลฮาโลวีนและการแต่งตัวแฟนซีประจำปี, อีเวนต์เคาท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ ฯลฯ

นอกจากนี้ แม้ในวันที่ไม่มีการจัดงานเทศกาลใด ๆ ถนนห้าแยกชิบูย่าก็ยังคงมีผู้คนจำนวนมากสัญจรไปมาตลอดทั้งวัน การเฝ้าดูรถยนต์ที่ขับผ่านและดูผู้คนที่รอเดินข้ามถนนห้าแยกชิบูย่าแบบเรียลไทม์จากที่บ้านก็เป็นอะไรที่น่าสนใจไปอีกแบบนะ ว่าไหม?

Akihabara

สามารถอัปเดตลิงก์ “รายการสด” (Live) ได้ผ่านช่อง Cerevo live camera กล้องตั้งอยู่บริเวณสี่แยกถนนจูโอในอากิฮาบาระ ถ่ายทอดสดให้ดูตลอด 24 ชั่วโมงแบบ 365 วันเลยทีเดียว การจราจรที่เป็นระบบระเบียบของรถยนต์บนสี่แยกแห่งนี้ก็น่าสนใจจนนั่งชมได้เพลิน ๆ ถ้าโชคดีคุณอาจจะได้เห็นกลุ่มคนขับรถ Mario Kart ผ่านถนนเส้นนี้มาด้วยล่ะ! นอกจากนี้ ช่วงวันหยุดจะมีการปิดถนน และเปิดเป็น “ถนนคนเดิน” ด้วยนะ

Shiodome

สามารถอัปเดตลิงก์ “รายการสด” (Live) ได้ผ่านช่อง Tokyo Live Camera กล้องตั้งอยู่ในย่านชิโอโดเมะ ย่านธุรกิจสำคัญแห่งหนึ่งในโตเกียว คุณจะได้เห็นทิวทัศน์ของตึกสูงใจกลางเมืองทั้งกลางและกลางคืน ชมการสัญจรไปมาของรถยนต์บนถนน Central Circular Route พร้อมชมรถไฟที่วิ่งผ่านทางรถไฟที่มีจำนวนมากถึง 10 รางตั้งแต่เวลา 04:30-01:10 น. ตามเวลาญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังสามารถเปิดเสียงเพื่อฟังเสียงรถไฟแล่นผ่านได้อีกด้วย!

Tokyo Skytree

สามารถอัปเดตลิงก์ “รายการสด” (Live) ได้ผ่านช่อง Y/K Live Channel ชมวิวของ “โตเกียวสกายทรี” หอคอยที่สูงที่สุดในโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบเรียลไทม์ สามารถปรับความคมชัดของภาพได้สูงสุดที่ 1080p แบบ 60Fps โดยช่วงเวลาที่เราอยากแนะนำให้เข้ามาชมมากที่สุดก็คือช่วงเย็น ถ้าวันไหนอากาศดี ท้องฟ้าโปร่ง เราจะได้เห็นวิวของโตเกียวสกายทรีกับพระอาทิตย์ตกดินสุดโรแมนติก ส่วนช่วงค่ำยังจะได้เห็นไฟประดับจากตึกโตเกียวสกายทรีอีกด้วย

Tokyo Tower

 

สามารถอัปเดตลิงก์ “รายการสด” (Live) ได้ผ่านช่อง Tokyo Tower Channel กล้องตั้งอยู่บนหอคอยของโตเกียวทาวเวอร์ หอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ อยู่สูงจากพื้นดิน 200 เมตร โดยกล้องจะหมุนกลับไปกลับมาแบบอัตโนมัติเพื่อให้ได้ชมทิวทัศน์รอบกรุงโตเกียว เรียงลำดับสถานที่ ได้แก่ มุมกล้องหันไปทางภูเขาไฟฟูจิ ← หันไปทางรปปงหงิ → หันไปทางกินซ่าและชิโอโดเมะ เริ่มตั้งแต่เวลา 09:00 – 23:00 น. ถ้านั่งดูนาน ๆ อาจจะเวียนหัวนิดหน่อย แต่วิวตอนกลางคืนสวยคุ้มค่าแก่การรอแน่นอน    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Asakusa

ปิดท้ายกันที่ ASAKUSA NAKAYA CHANNEL อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในโตเกียวที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยไปกันมาแล้ว แม้จะไม่คึกคักเหมือนก่อนเกิดโควิด แต่ก็น่าจะทำให้หลาย ๆ คนหายคิดถึงได้บ้าง

แม้จะไม่ใช่การออกไปเที่ยวด้วยตัวเองในสถานที่จริง แต่การเที่ยวผ่าน Live Camera อาจช่วยทดแทนความรู้สึกที่ขาดหายไป และช่วยเยี่ยวยาจิตใจของทุกคนที่อยากไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นได้ไม่มากก็น้อย

อะไร ๆ ก็ทองคำเปลวที่คานาซาว่า

อะไร ๆ ก็ทองคำเปลวที่คานาซาว่า

เพื่อน ๆ ผู้อ่าน ANNGLE ทราบไหมคะว่าทองคำเปลวที่ใช้ในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ผลิตจากที่ใด หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงวัดทองหรือวัดคินคะคุจิในเกียวโต คิดว่าเป็นเกียวโตหรือเปล่า แต่ไม่ใช่ค่ะ คำตอบก็คือ เมืองคานาซาว่า จังหวัดอิชิคาวะค่ะ

ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์อย่างวัดทอง ศาลเจ้านิกโกโทโช หรืองานฝีมืออย่างเครื่องเขิน เครื่องปั้นดินเผาก็ล้วนใช้ทองคำเปลวของคานาซาว่าทั้งนั้น โดยกว่า 98% ของปริมาณการผลิตทองคำเปลวในประเทศผลิตที่นี่เลยทีเดียว

วัดทอง
วัดทอง

จุดเริ่มต้นของทองคำเปลว

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีการเริ่มผลิตทองคำเปลวและเงินเปลวครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อไร แต่สมัยก่อนมีการขุดพบเครื่องประดับที่มีทองคำเปลวตั้งแต่สมัยโคะฟุน (ช่วง ค.ศ. 250 – ค.ศ. 538) นอกจากนี้ยังมีการใช้ทองคำเปลวเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นนิรันดร์ ไม่เปลี่ยนแปลง ตามพระพุทธรูปและอาคารต่าง ๆ ในวัด เมื่อพระพุทธศาสนาได้เริ่มเข้ามาในญี่ปุ่น การทำทองคำเปลวจากจีนก็เริ่มเข้ามาด้วย และได้มีการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมและฝีมืออันชำนาญ

สวนเค็นโระคุเอ็น เมืองคานาซาว่า
สวนเค็นโระคุเอ็น เมืองคานาซาว่า

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่ากว่า 98% ของทองคำเปลวในญี่ปุ่นมาจากคานาซาว่า และหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ที่นี่สามารถผลิตทองคำเปลวได้มากขนาดนี้ก็เพราะ ระดับความชื้นสูงของพื้นที่ที่เหมาะแก่การทำทองคำเปลวนั่นเองค่ะ จังหวัดอิชิคาวะตั้งอยู่กลางเกาะฮนชู และหันเข้าหาทะเลญี่ปุ่น มีสภาพภูมิอากาศที่มีลักษณะเฉพาะแบบฝั่งทะเลญี่ปุ่น มีอัตราแสงแดดต่ำ และมีฝนตกมากถึงขนาดมีคำพูดที่ว่า “ลืมเบนโตะได้ แต่ห้ามลืมร่มเด็ดขาด” และสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงนี้เองที่เหมาะอย่างยิ่งกับการผลิตทองคำเปลวที่ไม่ชอบอากาศแห้ง เพราะจะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่าย

นอกจากสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการทำทองคำเปลวแล้ว ฝีมือที่ชำนาญของช่างทำทองคำเปลวที่สั่งสมมานานก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ที่นี่สามารถผลิตทองคำเปลวได้มากมายอีกด้วยค่ะ

อะไร ๆ ก็ทองคำเปลวที่คานาซาว่า

เมื่อมาที่คานาซาว่า นอกจากทุกคนจะได้เจอกับงานฝีมือทองคำเปลวต่าง ๆ อย่างตะเกียบทองคำ สร้อยทองต่าง ๆ แล้ว ทุกคนยังจะเห็นทองคำเปลวไปอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางอย่างมาส์กหน้าทองคำ โลชั่นทองคำเปลว แผ่นซับมันทองคำเปลว และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

เหล้าทอง

 

เค้กคาสเทลล่าทอง

 

สตอเบอรี่เคลือบช็อกโกแลตทองคำเปลว

 

ไอศกรีมทองคำเปลวก็ได้เหรอ?

รวมถึงอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ห้ามพลาดสำหรับคนมาเที่ยวที่คานาซาว่า นั่นก็คือซอฟต์ครีมทองคำเปลวค่ะ

 

ซอฟต์ครีมทองคำเปลวของที่นี่เป็นการนำแผ่นทองคำมาโปะบนซอฟต์ครีม มีวิธีการเสิร์ฟแบบเฉพาะพิเศษคือ ใช้ตะเกียบไม้ไผ่คีบแผ่นทองแล้ววางโปะลงบนไอศกรีม เสิร์ฟโดยพนักงานที่มีความชำนาญ ไม่อย่างนั้นแผ่นทองคำอาจจะปลิวหรือขาดได้ ปัจจุบันสามารถหากินได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่ถ้าอยากจะไปกินที่แหล่งกำเนิดก็ต้องคานาซาว่า แหล่งทองคำเปลวเท่านั้นค่ะ

นอกจากที่คานาซาว่าจะมีแหล่งท่องเที่ยวสวย ๆ มีบรรยากาศแบบเมืองเก่าแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งทองคำเปลวของญี่ปุ่นด้วย แพลนไปญี่ปุ่นคราวหน้า ก็ลองไปเที่ยวเมืองคานาซาว่าแล้วซื้อผลิตภัณฑ์จากทองคำเป็นของฝากเป็นไงคะ  สล็อตเว็บตรง

“ทาชิโรจิมะ” เกาะแมวแห่งภูมิภาคโทโฮคุ สวรรค์ของคนรักแมว เมี้ยววว~

“ทาชิโรจิมะ” เกาะแมวแห่งภูมิภาคโทโฮคุ สวรรค์ของคนรักแมว เมี้ยววว~

เวลาเสิร์ชหา ‘เกาะแมว ญี่ปุ่น’ ในกูเกิ้ล ส่วนใหญ่แล้วรีวิวที่โผล่มามักจะเป็น เกาะแมวอาโอชิม่า ที่จังหวัดเอฮิเมะ หรือไม่ก็เกาะแมวไอโนะชิมะในฟุกุโอกะ แต่จริงๆ แล้วรู้กันหรือเปล่าว่าที่โทโฮคุเองก็มีเกาะแมวเช่นกันจ้า ซึ่งในครั้งนี้เราจะพาไปเที่ยว “เกาะทาชิโระ” ที่อยู่ในจังมิยางิ ภูมิภาคโทโฮคุกัน ไปดูกันเลยว่าน้องแมวจะน่ารักขนาดไหนนนน    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

เกาะทาชิโระ

เกาะทาชิโระ (田島) หรือ ทาชิโรจิมะ เป็นเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งที่อยู่ในเขตเมืองอิชิโนะมากิ จังหวัดมิยางิ ในภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งก็ไม่ห่างจากตัวเมืองเซนไดเท่าไร เกาะนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “เกาะแมว” เพราะว่าเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยน้องแมวทั่วทั้งเมืองนั่นเอง

หากเพื่อนๆ เดินทางไปพักที่เมืองเซนได ก็สามารถเดินทางจากเซนไดได้โดยนั่งรถไฟสาย Senseki-Tohoku Line เพียงแค่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ไปลงที่สถานี Ishinomaki จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 20 นาที หรือนั่งแท็กซี่ไปที่ท่าเรือได้เลย (วิธีการเดินทางแบบละเอียดอยู่ด้านล่าง)

วันนี้ก็จะอากาศดีๆ และนั่นก็คือเรือที่จะพาเราไปยังเกาะแมวจ้า

รถไฟที่เรานั่งมาถึงเลทเพราะหิมะที่ตกหนักเมื่อคืนก่อน เราก็เลยตัดสินใจนั่งแท็กซี่ไปโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที ( ประมาณ 800 เยน) เมื่อถึงท่าเรือ เราก็มามองหาเรือที่จะพาเราไปยังเกาะแมวกันดีกว่า เรือที่เราจะนั่งเป็นเรือสาย Ajishima Line รอบเรือแอบมีไม่เยอะ แนะนำว่าให้ดูเวลากันดีๆ โดยเรือจะออกจากท่า Ishinomaki Chuo ไปยัง เกาะ Tashirojima ซึ่งบนเกาะมีท่าเรือสองท่า ได้แก่ ท่าเรือ Odomari (大泊) และ Nitoda (仁斗田)  ส่วนตัวแล้วแนะนำให้เลือกลงที่ Odomari แล้วเดินไปเรื่อยๆ ขากลับค่อยกลับที่ Nitoda จะดีกว่า

เมื่อเราพร้อมก็ออกเดินทางกันไปโลดดด

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ที่เกาะแห่งนี้มีกฏเล็กน้อยที่อยากให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มาเยือนนั้นทำตามก็คือ (1) ห้ามให้อาหารใด ๆ กับแมวบนเกาะ (2) ให้ระวังขณะถ่ายรูปบนถนนเพราะมีรถวิ่งผ่านได้ และ (3) ห้ามเข้าบ้านส่วนบุคคลก่อนได้รับอนุญาต

หลังจากที่เรานั่งเรือมาได้สักสี่สิบนาที เราก็ได้เหยียบเกาะทาชิโระสักที พอลงจากท่าเรือ Odomari ก็มองหาน้องแมวกันเลยดีกว่า มองหาสักพักก็เจอกับน้องแมวตัวหนึ่งที่เดินมารับเรา(?) ก็เลยแวะถ่ายรูปสักหน่อย

ว้ายยยย น้องแมววมารับด้วยจ้า
ช่วยสนใจผมหน่อยยค้าบบ คุณแมวววว

ถ่ายกับน้องจนน้องเดินหนี เราก็มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าแมวของเกาะนี้กันเลยดีกว่า

ระหว่างทางที่เดินๆ ไม่เจอน้องแมวเลยสักตัว (คิดในใจ น้องน่าจะหนาว…) ก็แอบกลัวว่าที่ศาลเจ้าอาจจะไม่มีน้องแมวรออยู่หรือเปล่า และก็เป็นจริงตามคาด ไม่มีน้องแมวอยู่จริงๆ ด้วย แต่ไม่เป็นไร ถ่ายรูปสักหน่อยแล้วเราก็ไปต่อที่จุดถัดไปกันเลย

ศาลเจ้าแมว หรือ Neko Shrine
ตามคาด… ไม่มีน้องแมวมานอนเล่นแถวนี้เลย

จุดต่อไปที่เราจะไปคือ Shima no Eki (島のえき) ซึ่งอยู่ห่างจากศาลเจ้าไม่ไกลนัก เป็นจุดพักผ่อนของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นทั้งร้านขายของฝากและร้านขายอาหารด้วย ใครที่เหนื่อยๆ จากการเดิน หรือตื่นเช้าแล้วรู้สึกอยากพักก็แวะมาพักที่นี่ได้

ไปค่ะ ไปยัง Shima no Eki กันเถอะ
น้องแมววววววจ้าาาา ><

แน่นอนว่าที่นี่มีน้องแมวเต็มไปหมดเลย น่าร้ากกก และแมวทุกตัวค่อนข้างเป็นมิตรด้วย ไม่ดุเลยละ บางตัวนั่งเล่นอยู่เฉยๆ ก็ขึ้นมานั่งบนตักเอาซะงั้น น้องแมวที่นี่ทางร้านเค้าจะไม่ค่อยให้เข้าไปในร้าน เพราะว่าอาจจะไปอุจจาระหรือปัสสาวะใส่ของขายเอา

เอาละ ไม่พูดเยอะไปกว่านี้แล้ว ไปไล่ดูจากรูปกันเลยดีกว่าเนอะ

น้องแมววว มองกล้องเก๊าหน่อยสิค้าบบบ
น้องหลับหรือเปล่าเนี่ย?
หน้าแบบหาเรื่องมากจ้า เหมือนกำลังพูดว่า “เจ้ามนุษย์ มาทำอะไรที่นี่”
ตอนที่เรามาถึง ก็เป็นเวลาสายๆ น้องแมวก็จะนอนซะส่วนใหญ่
พอใกล้ๆ จะถึงเวลากินข้าว ก็จะมารอกันที่หน้าประตูกัน
น้องนอนเป็นก้อนขนเลยอะ 55

ระหว่างเล่นกับน้องก็เริ่มท้องหิว เราก็เลยตัดสินใจมองหาอาหารทานสักหน่อย เมนูอาหารมีข้าวปั้นใส่เกลือซึ่งใช้ผลผลิตจากเกาะทาชิโระนี้ ซุปหอยแมลงภู่ และโอเด้ง กับเครื่องดื่มอื่นๆ อย่างกาแฟและเบียร์ เป็นต้น

ภายในร้านนอกจากจะมีของฝาก ก็ยังมีอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ บริการด้วย
เมนูที่เราสั่งคือ ข้าวปั้นและซุปหอยแมลงภู่
เจ้าน้องแมวสุดหล่อ ผู้เป็นนายสถานีของเกาะนี้ (เป็นแมวหนึ่งเดียวที่เข้ามาในร้านได้ 55)
ภายในร้านนั้นจะมีส่วนที่เลี้ยงแมวเด็กๆ ที่ยังไม่ปล่อยออกไปข้างนอก (พอดีพี่เจ้าของร้านพาเข้าไปดู) น้องเด็กๆ น่ารักมาก เจ้าตัวเล็กกกกกก

เมือถึงช่วงเวลาประมาน 11 โมง คุณพี่เจ้าของร้านก็จะให้อาหารแมวพร้อมกันด้วย ซึ่งเราอยู่ในโมเมนท์ันั้นด้วย OMG คือแมวเยอะมากจ้า ซึ่งน้องแมวก็น่ารัก กินกันอย่างเป็นวงกลม(?) และหลังจากที่กินกันอิ่มทุกตัวก็แยกย้ายกันหาที่นอน

แมวเต็มไปหมดเลยอ่ะ หิวข้าวตามเลยจ้า
น้องแมวตัวตรงกลางคือขวางทางกินของเพื่อนมาก 55
เจ้าตัวนี้มีที่นั่งกินพิเศษด้วยจ้า 555

ที่นี่เราได้คุยกับพี่เจ้าของร้านและได้รู้ว่า เกาะทาชิโระเป็นเกาะที่เล็กมาก มีคนอยู่เพียงแค่ 100 กว่าคนเอง จำนวนแมวบทเกาะน่าจะมากกว่าอีก และบนเกาะนี้ไม่มีสุนัขจ้า ใครที่อยากจะเลี้ยงหมาก็จะต้องออกจากเกาะนี้ไป ถือว่าเป็นเกาะแมวอย่างแท้จริง

น้องแมวววววว มารอส่ง(?)หรอเนี่ยยยยย

เอาละ นั่งนานๆ ก็เริ่มจะง่วง ก็ถึงเวลาที่จะต้องออกเดินทางต่อกันสักที ต่อไปเราก็จะเดินไปเรื่อยๆ ชิวๆ เพื่อรอขึ้นเรือที่ท่าเรือ Nitoda กัน ระหว่างทางเราก็เดินเจอน้องแมวเรื่อยๆ ซึ่งน้องๆ ก็ไม่ค่อยจะสนใจเราสักเท่าไร เพราะงั้นเราก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ละกัน

น้องแมวซ่อนอยู่ในทุกๆ ที่
เจ้าแมวดำสองตัวมองมา ท่าทางดูนักเลงมาก แต่น่ารักอะ
อยู่ทุกหนทุกแห่งจริงๆ
ท่าท่างจะหนาว น่าจะมานอนอาบแดดกันหรือเปล่า???

จริงๆ แล้วเกาะนี้ก็บรรยากาศดีใช้ได้เลยนะ ถ้ามาช่วงอากาศดีๆ ก็จะได้วิวดีๆ แบบนี้เช่นกัน

อากาศดีๆ ท้องฟ้า น้ำทะเล สวยงามจังเลย

และแล้วก็ถืงเวลาที่ต้องบอกลากเกาะแมวนี้แล้ว ในระหว่างที่รอเรือมา มีน้องแมวเดินมาส่งด้วยนะ 55

น้องเดินตามมาส่ง อยากกลับบ้านด้วยกันละสิ อิอิ
น่าร้ากกกก กลับบ้านด้วยกันม้ายยย

มาถึงท่าเรือ Ishinomaki แล้วยังมีเวลาเหลือ เราเลยเดินเล่นชมเมือง Ishinomaki แล้วก็พบว่าเมืองนี้เป็นเมืองการ์ตูนด้วยนะ เพราะว่าเป็นเมืองที่ตั้งชื่อตามนักเขียนการ์ตูนชื่อดัง Shotaro Ishinomori ซึ่งเป็นเจ้าของผลงานการ์ตูนเรื่อง ไอ้มดแดง Kamen Rider ในระหว่างทางเดินเราก็เจอรูปปั้นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการ์ตูนของนักเขียนการ์ตูนท่านนี้ ซึ่งถ้าใครสนใจจริงๆ ที่นี่ก็มีพิพิธภัณฑ์การ์ตูนอิชิโนโมริ (Ishinomori Manga Museum) ให้ทุกคนได้เข้าไปชมและหาความรู้อีกด้วย

ฝาท่อของเมือง Ishinomaki ก็ยังเป็นรูปการ์ตูนเลย
รูปปั้นจากการ์ตูนของนักเขียนการ์ตูน Shotaro Ishinomori ซึ่งมีอยู่เต็มเมืองไปหมดเลย

เป็นไงกันบ้างสำหรับเกาะแมวทาชิโระ… บอกเลยว่าทาสแมวทั้งหลายจะต้องฟินแน่นอน เพราะที่นี่คือสวรรค์จริงๆ น้องแมวเยอะมากๆ และก็น่ารักขี้เล่นมากๆ ด้วย ซึ่งอย่างที่บอกว่าเกาะนี้อยู่ไม่ไกลมาก แถมถ้าเรามี Tohoku Pass แล้วละก็ จะสามารถใช้นั่งรถไฟมาได้ด้วยละ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดสถานการณ์ทั้งหลายแหล่มันดีขึ้นแล้วละก็ อยากจะขอแนะนำเกาะนี้ให้ทุกคนได้ลองแวะมาเที่ยวเล่นกันนะคะ แวะมาหาน้องๆ กันด้วยนะ สุดท้ายแล้วขอฝากรูปน้องแมวไว้ให้ด้วย อิอิ

บ๊ายบาย น้องแมวแห่งเกาะทาชิโระ

เกาะทาชิโร่ (田代島, Tashiro-jima)

 

การเดินทาง:
– รถไฟ: จาก Sendai นั่งรถไฟสาย Senseki-Tohoku Line ไปลงที่สถานี Ishinomaki (ใช้เวลา 40 นาที) จากนั้นเดินหรือนั่งรถแท็กซี่ไปลงที่ท่าเรือ  Ishinomaki

– เรือ Ferry: นั่งเรือสาย Ajishima Line จากท่าเรือ Ishinomaki Chuo มาลงที่ท่าเรือ Odomari (大泊) หรือ Nitoda (仁斗田) บนเกาะทาชิโระ ค่าใช้จ่ายไปกลับอยู่ที่ 2,500 เยน (*เช็ครอบเรือเพิ่มเติมได้ ที่นี่)
โดยขาไปรอบที่แนะนำก็คือ ออกจากท่า Ishinomaki Chuo เวลา 9:00 >> จะไปถึงท่า Odomari เวลา 9:55 >> และท่า Nitoda เวลา 10:05 ตามลำดับ
ส่วนขากลับ จะมีรอบออกจากท่าเรือ Nitoda เวลา 13:22 >> ท่า Odomari เวลา 13:30 >> และจะมาถึงท่าเรือ Ishinomaki Chuo เวลา 14:23 ตามลำดับ

แนะนำถ้าไม่อยากเหนื่อยจนเกินไป ให้มาพักที่เมืองเซนไดสักคืนก่อนที่จะมาเที่ยวที่เกาะแมวนี้นะคะ

รู้หรือไม่ ทำไมจังหวัดโอคายามะ

รู้หรือไม่ ทำไมจังหวัดโอคายามะถึงมีสมญานามว่า “ดินแดนแห่งความแจ่มใส”

รู้หรือไม่ ทำไมจังหวัดโอคายามะ

รู้หรือไม่ ทำไมจังหวัดโอคายามะ
รู้หรือไม่ ทำไมจังหวัดโอคายามะ

ประเทศญี่ปุ่นมีจังหวัดทั้งหมด 47 จังหวัดด้วยกัน และทุกๆ จังหวัดก็จะมีสมญานามเป็นของตัวเองด้วย ซึ่งสมญานามของแต่ละจังหวัดนั้นจะตั้งขึ้นตามลักษณะเด่นของจังหวัดนั้นๆ อย่างเช่น จังหวัดโออิตะเป็นจังหวัดที่มีบ่อน้ำพุร้อนจำนวนมากจึงมีสมญานามว่า ดินแดนแห่งออนเซน (おんせん県おおいた) เป็นต้น และแน่นอนว่าจังหวัดโอคายามะก็มีสมญานามประจำจังหวัดเช่นกัน นั่นคือ “ดินแดนแห่งความแจ่มใส (晴れの国おかやま)” นั่นเอง แต่เพื่อนๆ สงสัยไหมว่าเพราะเหตุใดจังหวัดโอคายามะจึงได้รับสมญานามเช่นนั้น? วันนี้เราจะไปหาคำตอบนั้นกันครับ

ที่มาของสมญานามดินแดนแห่งความแจ่มใส

“โอคายามะ ดินแดนแห่งความแจ่มใส” ฉายาดังกล่าวนี้เริ่มเรียกติดปากกันมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นยุคสมัยเฮเซ ในปี ค.ศ. 1989 โดยเหตุอันเป็นที่มาของฉายาดังกล่าวนั้นว่ากันว่าอาจมาจาก 4 สาเหตุ ดังนี้

  1. เป็นจังหวัดที่มีวันที่สภาพอากาศแจ่มใสมากกว่าจังหวัดอื่นๆ
  2. เป็นจังหวัดที่มีสภาพอากาศอบอุ่นและเกิดภัยพิบัติน้อย
  3. เป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยของอร่อย
  4. เป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ

เนื่องจากโอคายามะเป็นจังหวัดที่มีวันที่สภาพอากาศแจ่มใสมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ทำให้พืชผลทางการเกษตรต่างๆ ที่ปลูกในจังหวัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ ต่างก็มีรสชาติหอมอร่อยถูกปากผู้คนจำนวนมาก นอกจากนี้ ด้วยสภาพอากาศที่แจ่มใส ยังส่งผลให้ต้นไม้ ดอกไม้ และทุ่งหญ้าเจริญเติบโตได้อย่างอุดมสมบูรณ์อีกด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้โอคายามะเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยของอร่อยและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาตินั่นเอง แต่ทว่า หากพิจารณากันตามข้อเท็จจริงในแง่สถิติของสำนักอุตุนิยมวิทยาแล้ว จังหวัดที่มีวันที่สภาพอากาศแจ่มใสมากที่สุดของประเทศญี่ปุ่นดูเหมือนจะไม่ใช่จังหวัดโอคายามะ

สำนักอุตุนิยมวิทยาของประเทศญี่ปุ่นได้ให้คำนิยามของคำว่า “อากาศแจ่มใส” ไว้ 2 ความหมาย ดังนี้

1. วันที่มีปริมาณเมฆบนท้องฟ้าน้อยกว่า 10% จะเรียกว่าสภาพอากาศแจ่มใสแบบ “ไคเซ (快晴)”
2. วันที่มีปริมาณเมฆบนท้องฟ้ามากกว่า 20% แต่ไม่เกิน 80% จะเรียกว่าสภาพอากาศแจ่มใสแบบ “ฮาเระ (晴れ)”

ซึ่งตามสถิติของสำนักอุตุนิยมวิทยาของประเทศญี่ปุ่นปรากฏว่าจังหวัดที่มีวันที่สภาพอากาศแจ่มใสแบบ “ไคเซ (快晴)” มากเป็นอันดับหนึ่งคือจังหวัดไซตามะ ส่วนจังหวัดโอคายามะอยู่อันดับที่ 15 และจังหวัดที่มีวันที่สภาพอากาศแจ่มใสแบบ “ฮาเระ 晴れ” มากเป็นอันดับหนึ่งคือจังหวัดคะงะวะ ส่วนจังหวัดโอคายามะ อยู่อันดับที่ 16

 

จะเห็นได้ว่าหากพิจารณาในแง่ของสถิติแล้ว จังหวัดโอคายามะไม่ใช่จังหวัดที่มีวันที่สภาพอากาศแจ่มใสมากที่สุด ทั้งแบบไคเซ (快晴) และ ฮาเระ (晴れ) แต่เหตุใดกลับเรียกจังหวัดโอคายามะว่าเป็นดินแดนแห่งความแจ่มใสกันล่ะ?

คำตอบก็คือตามสถิติของสำนักอุตุนิยมวิทยาของประเทศญี่ปุ่นที่ปรากฏในยุคสมัยเฮเซนั้นระบุว่า จังหวัดโอคายามะเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยน้อยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น (วันที่มีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 1 มิลลิเมตร มากที่สุดในประเทศ) หรือสรุปก็คือสมญานามดินแดนแห่งความแจ่มใสนั้นไม่ได้มีที่มาจากจำนวนวันที่มีสภาพอากาศแจ่มใสมากที่สุด แต่มีที่มาจากการเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยน้อยที่สุดในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง  สล็อตเว็บตรง

ตามติดทริปตะลุยนางาโนะ

ตามติดทริปตะลุยนางาโนะ-นีงาตะสุดหลั่นล้ากับ “มะม่วง” ยูทูบเบอร์ญี่ปุ่นหัวใจไทย DAY 2

ตามติดทริปตะลุยนางาโนะ

ตามติดทริปตะลุยนางาโนะ
ตามติดทริปตะลุยนางาโนะ

เราตามคุณมะม่วง ยูทูบเบอร์ญี่ปุ่นหัวใจไทย เจ้าของเพจ “ญี่ปุ่นมั้ย? い~ぷんまい?” ไปเที่ยวกันต่อ หลังจากที่เมื่อวานได้ไปเล่นสกี กินของอร่อย และผ่อนคลายด้วยการแช่ออนเซ็นไปแล้ว วันนี้คุณมะม่วงจะพาไปไหนต่อบ้าง ตามไปด้วยกันเลย

Day 2 ส่องน้องลิงแช่ออนเซ็น แก้หนาวด้วยอาหารสุขภาพ อาบบุญที่วัดเซ็นโคจิ

ส่องน้องลิงแช่ออนเซ็นที่ Jigokudani Monkey Park

โอฮาโยโกะไซมัสครับทุกคน วันนี้มะม่วงจะพาไปเที่ยวกันต่อ พอกินข้าวเช้าที่เรียวกังเสร็จแล้ว ก็ขับรถออกจากที่พักไปประมาณ 15 นาที จะถึง Jigokudani Monkey Park ที่นี่เพื่อนๆ จะได้พบกับ “ลิงแช่ออนเซ็น” แห่งเดียวในโลกที่โด่งดังไปทั่วทั้งในและต่างประเทศนั่นเอง คำว่า Jigokudanii ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า หุบเขานรก ที่ถูกเรียกแบบนี้ก็เพราะเป็นพื้นที่อยู่สูงจากน้ำทะเลถึง 850m มีความหนาวเย็นจัดเกือบตลอดทั้งปี มีสภาพพื้นที่ที่มีหน้าผาลาดชัน อีกทั้งยังมีไอร้อนจากออนเซ็นที่ลอยขึ้นมาจากทุกหนทุกแห่ง ผู้คนในสมัยก่อนจึงเปรียบเปรยว่าคือหุบเขานรก แต่สำหรับเหล่าฝูงลิง หรือ snow money (คนญี่ปุ่นเรียกว่า “นิฮง ซารุ”) ที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้มาแต่นมนานแล้วนั้น ที่นี่คงเปรียบได้กับสวรรค์ดีๆ นี่เอง เพราะพอเข้าฤดูหนาวเจ้าลิงหน้าเล็ก ๆ แก้มแดง ๆ เหล่านี้ก็จะพากันลงแช่ออนเซ็นอบอุ่นร่างกาย มะม่วงสังเกตดูจากหน้าน้องลิงใกล้ๆ แล้วรู้สึกได้ถึงความฟินเลยละครับ

kenjitripd2add-2
kenjitripd2add-1
kenjitripd2add-6

สำหรับเพื่อนๆ ที่จะมาดูลิงแชร์ออนเซ็นที่นี่ มะม่วงขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าที่นี่หนาวมากและลื่นมาก ขอให้ใส่เสื้อผ้าอุ่น ๆ ที่ทะมัดทะแมงและคล่องตัวมานะครับ ถ้าใครกลัวลื่นมาก ๆ เขามีบริการให้เช่ารองเท้าสำหรับเดินบนหิมะด้วยนะ ขนาดมะม่วงเองยังลื่นไปตั้ง 3 รอบ (ฮา) แต่ก็คุ้มค่าที่ได้มาส่องดูน้องลิงแช่ออนเซ็นแบบใกล้ ๆ ขอแอบกระซิบไว้ก่อนว่าบางวันน้องก็ไม่ได้ลงไปแช่นะ แล้วแต่ดวงนะครับผม

kenjitripd2add-4
kenjitripd2add-5

สำหรับใครที่สงสัยว่า “ถ้าไม่ได้มาในฤดูหนาวแล้ว จะยังได้เจอน้องลิงไหมนะ?” ไม่ต้องห่วงไป! เพราะเราสามารถมาเยี่ยมชมน้องได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมนั้นจะเป็นช่วงที่ลิงจะคลอดลูก ดังนั้นถ้ามาในช่วงนี้เราจะได้เห็นลูกลิงน่ารัก ๆ มากมายเลยทีเดียว

Jigokudani Monkey Park
พิกัด: 6845 Yamanouchi-machi Shimotakai-gun Nagano
การเดินทาง: นั่งรถบัสสาย Shika Kogen จากสถานีนางาโนะประมาณ 41 นาที
เว็บไซต์: en.jigokudani-yaenkoen.co.jp

กินเซโระมุชิที่ร้าน Monzensaryo Yayoiza

ตอนนี้มะม่วงขับรถออกออกมาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที เหนื่อยมาก ขอหาอะไรรองท้องสักหน่อย เลยแวะมาที่ร้าน Monzensaryo Yayoiza ความจริงแล้วตรงนี้เคยเป็นร้านขายเสื่อทาทามิเก่า เนื่องจากไม่มีคนมารับช่วงต่อ กำลังจะถูกทุบร้านทิ้งแล้วทำเป็นที่จอดรถแทน แต่พอดีได้เจ้าของร้านคนปัจจุบันมาซื้อต่อแล้วทำเป็นร้านอาหารท้องถิ่นสไตล์ฟิวชั่น ซึ่งเปิดทำการมา 25 ปีแล้ว

เมนูอาหาร signature ของที่นี่คือ เมนูนึ่ง ที่เรียกว่า เซโระมุชิ ซึ่งคือการนึ่งวัตถุดิบอาหารเช่น เนื้อสัตว์หรือผักต่างๆ ในเข่งที่ทำจากไม้ไผ่คล้ายๆ เข่งติ่มซำที่คนไทยคุ้นเคย แต่เข่งนึ่งของร้านนี้สั่งทำพิเศษจากไม้สนซาวาระ เป็นทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 30 cm สำหรับวิธีปรุงอาหารโดยการนึ่งนี้ เป็นวิธีที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยยาโยอิ แม้ดูธรรมดาๆ แต่ว่ากันว่าเป็นวิธีปรุงอาหารที่ดึงเอาความอร่อยของอาหารออกมาได้มากที่สุด ทางร้านพิถีพิถันเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของชินชู (นางาโนะ) ที่ปลอดภัยและตรงตามฤดูกาล ทั้งเนื้อชินชู ผักตามฤดูกาล ไข่นึ่ง และอื่นๆ ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ ขอบอกว่าน้ำจิ้มงาเด็ดมาก แถมเนื้อสัตว์ก็นึ่งออกมาได้กำลังดี ไม่มีไขมันส่วนเกิน กินเข้าไปแล้วละลายในปากเลย ได้ทานอาหารที่นี่มะม่วงหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยละครับ

kenjitripd2 3
kenjitripd2add-8
kenjitripd2add-7

ร้าน Monzensaryo Yayoiza
พิกัด: 503 Daimonmachi, Nagano, Nagano
การเดินทาง: นั่งชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Nagano แล้วต่อรถบัสไปป้ายเซ็นโคจิไดมง เดินต่อประมาณ 5 นาที ร้านอยู่ติดกับวัดเซ็นโคจิ
เว็บไซต์: yayoiza.jp

ชื่นชมพระพุทธรูปจากไทยที่วัดเซ็นโคจิ

กินอิ่มแล้ว ขอออกไปเดินย่อยสักหน่อยดีกว่า จุดหมายถัดไปที่มะม่วงจะไปคือวัดเซ็นโคจิ ซึ่งสามารถเดินจากร้าน Monzensaryo Yayoiza ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที โดยจากประตูวัดนิโอมงจะผ่านถนนนะคะมิเสะ ซึ่งสองข้างทางจะมีร้านขายของฝาก ร้านอาหารและคาเฟ่ เรียงรายเต็มไปหมด มะม่วงเล็งของน่าอร่อยไว้แล้วหลายร้านเลยเดี๋ยวขากลับจะพาเพื่อนๆ แวะดูนะครับ ตอนนี้ขอตรงไปไหว้พระที่วัดเซ็นโคจิก่อนนะ

วัดเซ็นโคจิ เป็นวัดในเขตชินชูที่โด่งดังและเก่าแก่มากถึง 1400 ปี อุโบสถหลักของวัดยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติแห่งชาติ คนญี่ปุ่นเชื่อว่าที่นี่เป็นสุดยอด power spot ที่มีการบอกต่อกันมารุ่นต่อรุ่นตั้งแต่สมัยเอโดะแล้วว่าหากได้มากราบไหว้สักการะสักครั้งหนึ่งในชีวิต ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ อีกทั้งยังเป็นวัดที่ไม่เข้ากับนิกายใดๆ ทำให้ ปี ๆ หนึ่งมีผู้คนมากราบไว้มากกว่า 7 ล้านคนเลยทีเดียวครับ นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปที่ได้รับพระราชทานจากกษัตริ์ย์ไทยเมื่อปี 1938 ประดิษฐานอยู่ด้วย พอได้มาเห็นอะไรที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธแบบนี้มะม่วงรู้สึกดีใจมาก ๆ เลยนะครับ นึกถึงตอนที่ตัวเองเคยบวชที่ไทยเลย

สำหรับคนที่อ่านบทสวดไม่ได้ ไม่ต้องกังวลนะครับ ทางวัดเขามีวงล้อหินที่เขียนบทสวดอยู่ให้หมุน ซึ่งในวงล้อนั้นจะมีแผ่นบันทึกบทสวดไว้ถึง 7000 บท เพียงแค่หมุนวงล้อหินก็เหมือนเราได้ท่องบทสวดเหล่านั้นไปด้วย ได้บุญเหมือนกันเลย

ไปต่อกันที่ โอไคดัน พูดง่าย ๆ คือการเดินลอดใต้ถุนวัดท่ามกลางความมืด เหมือนได้สัมผัสกับขุมนรก ทางเดินนั้นมืดมาก ๆ จึงต้องเดินกันช้า ๆ อย่างระมัดระวัง ทำให้เกิดปัญหานักท่องเที่ยวหนาแน่น ทางวัดก็เลยแก้ปัญหาด้วยการจุดไฟสลัว ๆ ทำให้คนที่มาเดินง่ายขึ้น ระหว่างทางเราจะได้เดินลอดใต้พระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในวัดเซ็นโคจิ ตรงนี้เป็นจุดสำคัญเลย เพื่อน ๆ ห้ามพลาดนะครับ ว่ากันว่าถ้าใครได้แตะจุดที่ลอดข้างใต้พระพุทธรูปตรงนี้จะได้บุญ สมปรารถนาทุกประการ

มะม่วงได้มาวัดเซ็นโคจิวันนี้รู้สึกดีใจและสุขใจมาก ๆ ทั้งได้กราบพระพุทธรูป ได้สัมผัสประสบการณ์โอไคดัน และได้ทำบุญไปเยอะเลย แถมวัดนี้อยู่ท่ามกลางหุบเขา ล้อมรอบด้วยธรรมชาติมากมาย ทำให้รู้สึกว่าได้รับพลังจากธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อม ๆ กันเลย

ได้ไหว้พระอิ่มบุญไปแล้ว แต่ท้องมะม่วงเริ่มร้องขึ้นมาอีกแล้วครับเพื่อนๆ (ฮา) ขากลับมะม่วงเดินกลับทางเดิมเพื่อผ่านถนนนะคะมิเสะ แวะซื้อคัสตาร์ดแอปเปิ้ลพายชื่อดัง จากร้าน BENI BENI เป็นร้านขายแอปเปิ้ลพายโดยเฉพาะ เปิดโดยบริษัทร้านขนมเก่าแก่อายุมากกว่า 210 ปี

 

ทางร้านบอกว่าใช้แอปเปิ้ลชินชู 100% ซึ่งเนื้อแอปเปิ้ลเข้ากันได้ดีกับคัสตาร์ด ความหวานพอเหมาะ และแป้งพายก็กรุบกรอบ วัตถุดิบที่ใช้ทั้งหมดมาจากท้องถิ่นชินชูทั้งหมด สำหรับมะม่วงแล้วเป็นแอปเปิ้ลพายที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลยนะครับ

วัด Zenkouji
พิกัด: 491-i Nagano-Motoyoshicho, Nagano
การเดินทาง: นั่งชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Nagano แล้วต่อรถบัสไปป้ายเซ็นโคจิไดมง เดินต่อประมาณ 5 นาที
เว็บไซต์: zenkoji.jp

นั่งผิงไฟในฤดูหนาวที่โรงแรม Hakuba Tokyu Hotel

ขับรถจากวัดเซ็นโคจิประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงที่พักของวันนี้ Hakuba Tokyu Hotel เป็นโรงแรมรีสอร์ทสไตล์ยุโรปในหุบเขา ห้องพักมีทั้งวิว Alps side ที่มองเห็นเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น และฝั่งด้านหน้าโรงแรม Village side ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้และธรรมชาติ วันที่มะม่วงมาเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศดีมาก ๆ มองเห็นวิวเทือกเขาสวยสุด ๆ อีกหนึ่งไฮท์ไลท์ที่มะม่วงอยากแนะนำคือออนเซ็นของโรงแรม ซึ่งมีทั้งแบบ open air และ indoor โดยออนเซ็นนี้มาจาก Hakuba Happo Onsen ที่ว่ากันว่าน้ำแร่มีค่า PH สูงแช่แล้วนอกจากจะช่วยผ่อนคลายแล้วยังทำให้ผิวสวยอีกด้วย จึงได้ฉายาว่า “บิจินโนะยุ” แปลว่า ออนเซ็นคนสวย ใครอยากผิวสวยต้องมาลองแช่ดูนะ หลังจากเที่ยวมาทั้งวันได้มาแช่ออนเซ็นผ่อนคลายแบบนี้บอกเลยว่าฟินสุดๆ อีกหนึ่งความประทับใจคือการบริการและการต้อนรับของพนักงานที่นี่ได้ใจมะม่วงไปเต็มๆ เลยครับ หากมีโอกาสมาเที่ยวฮาคุบะ อยากให้เพื่อนๆ ได้มาลองพักที่นี่ดูนะครับ

โรงแรม Hakuba Tokyu Hotel
พิกัด: 4688 Hokujo, Hakuba-mura, Kitaazumi-gun, Nagano
การเดินทาง: นั่งชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Nagano แล้วต่อรถบัสไป Hakuba Happo จะมีรถโรงแรมมารับ
เว็บไซต์: tokyuhotelsjapan.com

จบทริป Day 2 ไปด้วยความอิ่มเอมใจ Day 3 คุณมะม่วง จะพาไปไหนต่อ มาติดตามไปด้วยกันนะ

หากใครอยากรู้จักคุณมะม่วงให้มากขึ้น ติดตามได้ตามช่องทางดังนี้  สล็อตเว็บตรง